รีวิวซีรี่เกาหลี

 

    เป็นซีรี่รักคอมมาดี้น่ารัก เนื้อเรื่องเกี่ยวกับท่านประทานและเลขาได้ทำงานด้วยกันมาเป็นเวลานานหลายปี เลขาจากเด็กฝึกงานกายเป็นคนที่เก่งและมีระเบียบ เธอเก่งหมดทุกด้านที่ท่านประธานนั้นอยากให้เป็น  ซึ่งเวลาผ่านไปตัวเธอนั้นรู้สึกว่าทำงานมามากพอแล้วเลยคิดที่จะพักก็เลยคิดจะลาออก เลยทำให้ท่านประทานนั้นกังวลใจอย่างมาก

          เนื้อเรื่องเริ่มที่ว่า เปิดตัวงานเลี้ยงบริษัทแห่งหนึ่ง ท่านประธานนั้นเป็นผู้ชายที่หล่อและมีเสน่ห์ดึงดูดมาก เวลาออกเดทนั้นท่านประธานก็ปฏิเสธทุกคน แต่จะมีผู้หญิงคนหนึ่งที่สามารถอยู่กับท่านประธานได้ ซึ่งนั้นก็เป็นเลขาของเรื่องนั้นเอง วันงานกินเลี้ยงที่บริษัท เลขานั้นได้ไปงานกับท่านประธาน ด้วยเธอนั้นทำงานเก่งเตรียมทุกอย่างให้ท่านประธานนั้นอยู่เสมอ จนท่านประธานนั้นชินกับการอยู่กับเลขานั้นไปแล้ว ขากลับระหว่างนั่งรถ ประธานนั้นได้เอ่ยคำหนึ่งว่าเลขาคิมนั้นทำงานเก่งมาตลอดไม่เคยให้ผมนั้นต้องกังวลใจเลยสักครั้ง อยู่ๆเลขาคิมก็ได้พูดขึ้นมาว่า ฉันจะขอลาออกฉันขอไปใช้ชีวิตที่อยากจะเป็นบ้าง ทำให้ท่านประธานนั้นตกใจเป็นอย่างมากแต่ก็ได้แต่พูดออกมาว่า ทำไมผมดูแลคุณไม่ดีหรือ เลขาได้บอกแค่ว่า ท่านประธานดูแลดิฉันดีทุกอย่างคะ แค่ดิฉันอยากพักผ่อนบ้างค่า ท่านประธานก็บอกว่าพักสัก4เดือนดีมั้ย ซึ่งเลขากับตอบว่าท่านประธานคะ ฉันนะอยากพักผ่อนยาวๆเลยนะคะ  ท่านประธานก็ได้พูดมาว่า โอเคก่อนจะออกคุณต้องสอนเลขาคนใหม่ให้ได้ก่อน ให้ดีเท่าคุณ คุณนั้นถึงจะออกได้ เลขาตอบตกลงค่า

          คืนวันที่กันแยกกันจากงานเลี้ยง ท่านประทานนั้นก็นอนไม่หลับเลยทีเดียว เพราะเค้าเหมือนจะเสียของรักไปยังไงอย่างนั้น เหมือนใจจะขาด พออีกวันท่านประธานได้แต่งตัว ก็มองทุกอย่างเห็นเป็นเลขาอยู่เสมอ ก็เลยโมโหและแต่งตัวไปทำงานแบบไม่เรียบร้อยครั้งแรก ซึ่งท่านประธานนั้นจะเป็นคนดุและเรียบร้อยมาตลอดทำให้พนังงานนั้นงงกันไปเป็นตามไปกัน ว่าอยู่อยู่ ทำไมท่านประธานถึงเป็นแบบนี้เป็นเพราะเลขานั้นจะออกหรือรึว่าเค้ามีปัญหากัน

ซึ่งเลขาคิมเห็นอย่างนั้น ก็เตรียมนิกไทมาท่านประธานให้ แต่ท่านประธานนั้นก็ได้ปฏิเสธที่จะไม่ใส่ เลขาคิมก็รู้สึกงงขึ้นมาว่าอยู่อยู่ทานประธานเค้าเป็นอะไร แต่ก็ได้บอกท่านประธานว่า วันนี้มีเลขาใหม่เข้ามาฝึกงานนะคะท่านประธาน ประธานก็เงียบแล้วเลขาคิมก็ได้ออกจากห้องทำงานไป. วันแรกของเลขาคนใหม่ ก็ปฏิบัติงานได้ดีแต่ก็มีบ้างส่วนนั้นได้ลืมบ้าง บ้างสิ่งที่ไม่ต้องให้ทำบ้างทีเข้าก็ทำ เค้าก็ไปเก็บห้องท่านประธานโดยเอาสายลัดไปเก็บสายไฟ แต่พอท่านประธานได้มาเห็น ได้กลัวแล้วเรียกเลขาคิมนั้นเสียงดังมาก ที่ท่านประธานเป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า ตอนเด็กท่านปประธานนั้นมีเรื่องฝังใจอยู่

          ต่อมาไม่นานทั้งคู่ก็ได้รักกันเพราะว่าท่านประธานนั้นได้บอกความรู้สึก แต่เลขาคิมเองก็ได้ตอบคำเดิมว่าจะลาออก ท่านประทานก็ยังโอเคเพราะว่าเธอนั้นได้คบกับท่านประธานแล้ว ที่นางเอกนั้นต้องการที่จะลาออกไป ก็เพราะว่าจะตามหาพี่ชายคนหนึ่งซึ่งเคยถูกลักพาตัวไปตอนเด็กด้วยกัน พี่ชายคนนั้นเป็นคนที่นางเอกนั้นไม่เคยลืมเลย แค่อยากได้เจออยากจะรู้ว่าเค้าสบายดีมั้ย แต่หลังจากที่ตามหาก็ได้รู้ว่าเป็นพระเอกนี่เอง ต่อมาทั้งคู่ก็ได้รู้ความจริงทุกอย่าง ทั้งคู่ก็เลือกที่จะแต่งงานกัน และเรื่องก็จบอย่างแฮปปี้”

ลิฟท์โบราณ

ชื่อเรื่อง ลิฟท์โบราณ

เหตุการณ์เกิดขึ้นในโรงพยาบาลในกรุงเทพเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อห้าปี ที่ผ่านมา มีอยู่วันหนึ่งญาติผมเรียกว่าเป็นยายหรือเป็นย่า พอดีว่าแกป่วยเป็นโรคกระเพาะ ต้องเข้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งแกก็เข้าเข้าออกออกอยู่ตลอดแล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งผมว่างเลยสามารถไปเฝ้าแกได้ พอแกเข้าบ่อยบ่อยเราก็เริ่มรู้แล้วว่าโรงพยาบาลนี้มันมีกี่ชั้นทางเดินมันเป็นยังไง โรงพยาบาลแห่งนี้มันติดกับโรงเรียนที่ผมเรียนอยู่ด้วย แกนอนอยู่โรงพยาบาลอาทิตย์หนึ่ง ผมไปวันที่สามก่อนหน้านี้ก็จะมีพ่อผมไปเฝ้า ก็จะเอาโน๊ตบุ๊คเข้าไปเล่นเพราะว่ามันเป็นห้องวีไอพีซึ่งห้องนี้ก็จะมี Wi-Fi ห้องน้ำในตัว ณ วันแรกเลยวันที่สามเนี่ยที่ผมเข้าไปที่โรงพยาบาลที่ไปเฝ้าย่าเนี่ย ผมก็เป็นคนที่สูบบุหรี่ผมเล่นคอมเล่นโทรศัพท์เสร็จทุกคนนอนหมดแล้วเราก็เลยรู้สึกว่าลงไปสูบบุหรี่ชั้นล่างแล้วก็ซื้อของกินอะไรเรื่อยเปื่อย วันที่สี่เราก็ทำเหมือนเดิมเล่นเกมเสร็จอะไรเสร็จผมก็ลงไปสูบบุหรี่ข้างล่างด้วยความคิดผม ณ ตอนนั้นผมอยู่ชั้น 17 ณโรงบาลแห่งนี้ ผมต้องลงลิฟท์ต้องเดินออกไปข้างนอกโรงพยาบาลกว่าจะได้สูบบุหรี่ ซึ่ง

ระยะทางมันไกลมาก กว่าจะเดินเสร็จมันก็เหนื่อยแล้วทีนี้ผมก็คิดในใจว่าเราจะหาวิธียังไงที่เราไม่ต้องเดินไปถึงข้างล่าง ทีนี้เราก็คิดได้ว่าเราดูดบุหรี่ในห้องน้ำซะเลยด้วยความคิดที่เราเป็นเด็ก ณ ตอนนั้น วันแรกที่ผมสูบบุหรี่ในห้องน้ำ ผมพยายามไม่ให้มีกลิ่นมากที่สุด วันรุ่งขึ้นทำกิจกรรมทุกอย่างเหมือนเดิมแต่พยาบาลเริ่มได้กลิ่น ก็บอกพ่อผมว่าห้ามสูบบุหรี่ในห้องคนไข้นะคะ เลยโดนปรับ2000บาท ผมก็โดนพ่อผมว่าว่าจะลงไปสูบข้างล่างไม่ได้หรอ ผมก็เลยคิดว่าเราต้องหาทางอื่นแล้ว ผมคิดได้ว่าเราสูบบุหรี่ตรงทางหนีไฟนี่แหละ ไม่มีคนมาเห็นกลิ่นก็ไม่ได้กลิ่นแน่นอน ด้วยความขี้เกียจคืนนั้นผมคุยโทรศัพท์กับแฟนมือหนึ่งถือโทรศัพท์อีกก็ถือบุหรี่ด้วย แล้วทำให้ประตูหนีไฟปิดทีนี้เลยไม่สามารถเปิดกลับเข้าไปได้ ผมเลยบอกแฟนว่าเดี๋ยวโทรกลับ ช่วงประมาณนั้นน่ะมันประมาณเกือบตีหนึ่ง ผมลงไปชั้นล่างจากชั้นที่ 17 ระหว่างที่เดินลงผมก็พยายามเปิดประตูทุกชั้น

พอลงไปได้สักพักมีชั้นหนึ่งที่ประตูสามารถเปิดได้พอดี พอเข้าชั้นนี้ไปผมได้เจอลิฟท์ ลิฟท์นี้เป็นลิฟท์โบราณเหมือนลิฟท์ไม้ที่ทาสีเนื้อ ไม่มีกระจกไม่มีอะไรเลยเป็นแค่ลิฟท์ไม้ที่ทาสีพื้นเป็นไม้กระดาน ภายในลิฟท์มีให้กด5ชั้นผมเลยกดไปที่ชั้น1 การลิฟท์ขยับช้าผิดปกติ ระหว่างนั้นลิฟท์ได้เปิดออกที่ชั้น3ทั้งทั้งที่ไม่มีคนกด ผมมองออกจากลิฟท์ไปทางซ้ายเจอกับห้องดับจิตแล้วผมมองไปในห้อง มืดสนิทมีเพียงป้ายห้องดับจิตที่มีไฟสว่าง ผมรีบพยายามกดปิด ลิฟท์จังหวะนั้นผมใจคอไม่ดี และลิฟท์ก็ปิดพอลงไปถึงชั้น1 ผมรีบวิ่งสุดชีวิตพวกพยาบาลที่อยู่แถวนั้นถึงกับงงว่าผมวิ่งหนีอะไรและผมมาจากไหน ผมรีบเดินไปที่ศาลพระภูมิเพื่อขอขมาถ้าผมทำอะไรผิดไปผมขอโทษด้วยนะครับ ในความคิดผมผมคิดว่าเพราะเราไปสูบบุหรี่ในที่ที่ไม่ควรสูบ

วันรุ่งขึ้นผมได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนกลุ่มนี้เป็นคนที่ชอบลองของ พอได้ฟังเพื่อนเพื่อนต่างสงสัยว่าผมไปเจอลิฟท์นั้นได้อย่างไร เพราะตอนพวกเพื่อนผมไปลองของกันที่โรงพยาบาลแห่งนั้น ต่างพากันหาลิฟท์ที่ว่านั้นไม่เจอเลยสักรอบ

จริงๆแล้วเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

If the only way the most productive can be successful is by suppressing the productivity of the rest, then we badly need to find a better way to work. And a richer way to live.―Margaret Heffernan

เราควรจะต้องเข้าใจว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ แม้แต่ในร่างกายของเราก็ยังมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อาศัยอยู่ แบคทีเรียนับล้านอาศัยอยู่ในร่างกายเรา ทำงานร่วมกัน เราต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ในชีวิตประจำวันเราก็เหมือนกัน ถึงแม้ว่าราจะไม่มีโอกาสได้พบคนส่วนใหญ่ในโลกนี้ แต่เราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้เหมือนกัน ในร่างกายของเรา ถ้าเกิดมีเซลล์ที่อยู่ดีๆ เกิดทำงานต่อต้านเซลล์อื่นๆ ตัดสินใจทำลายเซลล์ปกติอื่นๆ เราก็คงจะมีปัญหาใหญ่ เราอาจจะเชื่อว่าแต่ละคนแยกจากกันอย่างชัดเจน หรือมองว่าเราแตกต่างจากคนอื่นๆ ทำให้บางคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่เป้าหมายส่วนตัว ชิงดีชิงเด่น และทำให้เกิดความขัดแย้ง ถ้าเราอยากจะมีความสุขในการใช้ชีวิตในโลกใบนี้ เราก็ควรใช้ชีวิตที่มันสอดคล้องกัน ให้มันไปในทางเดียวกับคนอื่นๆ ให้มันเป็นจังหวะเดียวกัน เพราะทุกอย่าง ทุกคนเชื่อมถึงกันหมด ขอบคุณในความโชคดี หลายครั้งที่เราคิดว่า เราจะมีความสุขมากขึ้น ถ้าเรามีเงิน มีเวลา มีโอกาส การที่เรามีเงินไม่พอ มันอาจจะทำให้เราต้องทนทำงานที่เราไม่ชอบ ฝืนทำงานที่ไม่ชอบ ไม่ชอบหัวหน้า ไม่ชอบเพื่อนร่วมงาน แต่ก็ลาออกไม่ได้ ต้องทนทำต่อไป เพราะกลัวว่าจะไม่มีเงินใช้ มันทำให้เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ มันทำให้เราไปไม่ถึงจุดหมายที่เราอยากไป ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ เราควรจะต้องเข้าใจว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ แม้แต่ในร่างกายของเราก็ยังมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อาศัยอยู่ แบคทีเรียนับล้านอาศัยอยู่ในร่างกายเรา ทำงานร่วมกัน เราต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ในชีวิตประจำวันเราก็เหมือนกัน ถึงแม้ว่าราจะไม่มีโอกาสได้พบคนส่วนใหญ่ในโลกนี้ แต่เราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้เหมือนกัน ในร่างกายของเรา ถ้าเกิดมีเซลล์ที่อยู่ดีๆ เกิดทำงานต่อต้านเซลล์อื่นๆ ตัดสินใจทำลายเซลล์ปกติอื่นๆ เราก็คงจะมีปัญหาใหญ่

น้ำพริกปลาทูคลุกข้าว

       ลองหันมาเปลี่ยนจากน้ำพริกปลาทูธรรมดาๆกับการจิ้มผัก ลองมาคลุกกับข้าวสวยพร้อมเนื้อจากปลาทูทอด เป็นเมนู “น้ำพริกปลาทูคลุกข้าว”

วัตถุดิบ

  1. ปลาทู 2 ตัว
  2. พริกขี้หนู
  3. พริกขี้หนู พริกหยวก
  4. หอมแดง 6 หัว
  5. กระเทียม 11 กลีบ
  6. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำมะนาว 1-2 ช้อนโต๊ะ
  8. ข้าวเปล่า
  9. ผงปรุงรสสำหรับปรุงรสตามชอบ

วิธีทำ

  1. ทอดปลาทูให้สุก
  2. ย่างพริกขี้หนู พริกหยวก หอมเเดง กระเทียม
  3. แกะปลาทู ลอกเปลือกพริกหยวก ตำพริกขี้หนูย่าง พริกหยวก หอมเเดง กระเทียม และเนื้อปลาทูพอหยาบ
  4. นำผักที่จะต้มล้างให้สะเด็ดน้ำ ต้มแครอท เผือก ให้สุก จัดวางใส่จาน
  5. นำน้ำพริก ปลาทูที่เตรียมไว้ลงไปผัดให้หอม ใส่เนื้อปลาทูและข้าวลงไปผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักเตรียมใส่จาน

Navigation