ประโยชน์ของพริกชี้ฟ้าและข้อควรระวัง

พริกชี้ฟ้า เป็นพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในเกือบทุกครัวเรือน เพราะนอกจากความเผ็ดร้อนแล้ว พริกชี้ฟ้ายังมีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง ในประเทศไทยมีปลูกกันหลากหลายสายพันธุ์ สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายเมนู เราลองมาทำความรู้จักกับพริกชี้ฟ้าเพิ่มเติมกันเลยดีกว่า

พริกชี้ฟ้า เป็นพริกอีกหนึ่งชนิดที่ได้รับความนิยมในการนำมาประกอบเมนูอาหารแทบทุกเมนู โดยให้รสชาติเผ็ดร้อนแบบกำลังดี ไม่เผ็ดมากจนเกินไปเมื่อเทียบกับพริกขี้หนู พริกชนิดนี้เป็นพืชที่ปลูกและเจริญเติบโตได้ง่าย พริกชี้ฟ้าเจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ แต่ได้มีการนำมาปลูกกันทั่วโลกในปัจจุบัน และเนื่องจากมีสรรคุณทางยามากมาย จึงสามารถนำมาใช้บำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี

คุณค่าทางโภชนาการของพริกชี้ฟ้า
ในพริกชี้ฟ้า 100 กรัม ประกอบไปด้วยพลังงาน 129 แคลอรี่ น้ำ 63.8 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 1.5 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม ใยอาหาร 2.2 วิตามินเอ 1917 หน่วยสากล วิตามินบี1 0.07 มิลลิกรัม วิตามินบี2  0.01 มิลลิกรัม วิตามินบี3  0.1 มิลลิกรัม วิตามินซี 204 มิลลิกรัม แคลเซียม 103 กรัม ธาตุเหล็ก 0.5 กรัม ฟอสฟอรัส 27 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของพริกชี้ฟ้า
พริกชี้ฟ้ามีประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายหลายด้าน โดยมีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันมะเร็ง และยังมีดีอะไรอีกบ้างนั้น เรามาดูสรรพคุณแต่ละด้านของพริกชี้ฟ้ากันเลย

1.เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
ในพริกชี้ฟ้ามีวิตามินเอและวิตามินซีสูง ซึ่งวิตามินทั้ง 2 ชนิด เป็นสารอาหารที่จะช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยในการป้องกันไข้หวัดได้เป็นอย่างดี ในพริกชี้ฟ้ายังมีสารเบต้าแคโรทีนรวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระ จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้น

2.ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
จากการศึกษาพบว่า สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกชี้ฟ้าจะช่วยยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส ซึ่งได้มีการทดลองกับกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 10 คน โดยให้ดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม หลังจากนั้นจึงทำการเจาะเลือดเก็บข้อมูล ก่อนดื่มและหลังดื่ม 15 นาที กระทั่งเวลา 30 นาที และ 60 นาที ในวันต่อมา ก็ให้กลุ่มอาสาสมัครดื่มน้ำตาลกลูโคสเหมือนเดิม แต่ให้เพิ่มการทานพริกเข้าไป ซึ่งพบว่าระดับน้ำตาลในวันที่มีการทานพริกชี้ฟ้าเข้าไปด้วย มีระดับต่ำกว่าวันที่ไม่ทานพริกชี้ฟ้าประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ จึงสรุปได้ว่า การทานพริกชี้ฟ้า มีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

3.ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
ระบบการไหลเวียนเลือดจะทำงานดีขึ้น หากทานพริกเป็นประจำ เนื่องจากสารแคปไซซิน จะช่วยลดการหดตัวของหลอดเลือด ส่งผลทำให้หลอดเลือดขยายตัว ทำหน้าที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้เป็นอย่างดี ในพริกยังมีสารเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอสูง ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่น ส่งเสริมการสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดหลอดเลือดอุดตันได้

4.ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล
ได้มีการทดลองให้ผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง ทานพริกชี้ฟ้าวันละ 5 กรัม และให้ทานอาหารตามปกติในระยะเวลา 4 สัปดาห์ แล้วจึงนำผลมาเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ทานพริกชี้ฟ้า จากการทดลองพบว่า ผู้ป่วยที่ทานพริกชี้ฟ้า จะมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีคงที่ แต่มีระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ทานพริกชี้ฟ้าเลย จะมีระดับคอเลสเตอรอลทั้งหมดสูงขึ้น ดังนั้นการทานพริกชี้ฟ้าจึงช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี โดยที่ยังคงสามารถช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีให้คงที่ สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกชี้ฟ้า ยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ทำให้มีระดับไตรกลีเซอไรด์ที่ต่ำลงอีกด้วย

5.ป้องกันโรคโลหิตจาง
โรคโลหิตจาง มีสาเหตุหลักเกิดจากการขาดธาตุเหล็กในร่างกาย เพราะธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในการสร้างเม็ดเลือด โดยจะช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งฮีโมโกลบินให้มีปริมาณมากขึ้น ในพริกชี้ฟ้ามีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีทองแดง ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในพริกชี้ฟ้ายังมีกรดโฟลิกที่จะทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแข็งแรง นอกจากนี้ พริกชี้ฟ้ายังช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้ด้วย

6.ป้องกันโรคมะเร็ง
วิตามินซีที่อยู่ในพริกชี้ฟ้า มีส่วนช่วยป้องกันการสร้างไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร มีส่วนช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติหยุดยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ดังนั้นวิตามินซีที่มีอยู่มากในพริก จึงช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ดี นอกจากนี้ ในพริกยังเต็มไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน เรารู้จักกันดีว่าสารเบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ ช่วยทำลายมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอดและมะเร็งช่องปาก

7.ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
เพียงแค่ทานพริกชี้ฟ้าอย่างเป็นประจำ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจได้แล้ว พริกชี้ฟ้ามีคุณสมบัติช่วยลดการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด มีส่วนช่วยละลายลิ่มเลือด ทำให้เลือดไม่จับตัวกันเป็นก้อน จนทำให้หลอดเลือดอุดตัน การทานพริกชี้ฟ้ายังคงช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ให้ต่ำลง และทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง

ข้อควรระวัง
การกินพริกชี้ฟ้า มีข้อควรระวังเช่นกัน เนื่องจากพริกก็ทำให้เกิดสิวได้ เพราะมีคุณสมบัติขับของเสียออกจากร่างกาย ของเสียจะถูกขับออกมาทางผิวหนังในรูปแบบเหงื่อ หากเราทำความสะอาดผิวไม่ดีเพียงพอ อาจก่อให้เกิดการอุดตันและทำให้ผิวเกิดการอักเสบหรือเป็นสิวขึ้นได้ง่ายนั่นเอง

สำหรับผู้ที่ไม่เคยทานเผ็ด ให้ระวังความเผ็ดของพริกที่มากกว่าปกติ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ไม่ควรทานพริก เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น พริกชี้ฟ้าเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลายด้าน ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง มีวิตามินซีสูง เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการถูกทำลาย นอกจากนี้ พริกชี้ฟ้ายังช่วยเพิ่มรสชาติในอาหาร ช่วยทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยมากยิ่งขึ้น

สายพันธุ์ของปลาหมึก

ปลาหมึกถือว่าเป็นหนึ่งในวัตถุดิบทำอาหารที่ได้รับความนิยมสูง เป็นอาหารทะเลที่ผู้คนชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะให้รสชาติที่สด กรอบ อร่อย และสามารถนำไปทำเมนูต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแค่เพียงการนำไปย่าง นำไปนึ่งเพื่อมารับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็ให้รสชาติที่ดีเยี่ยม หรือนำไปผสมผสานกับเมนูอื่นก็อร่อยอย่างลงตัว วันนี้เราจึงอยากมาแนะนำ สายพันธุ์ของปลาหมึก ให้ได้รู้จักกัน

1.หมึกกล้วย
เป็นหมึกที่มนุษย์คุ้นเคยมากที่สุด เป็นที่รู้จักมากที่สุด หมึกกล้วยมีรูปร่างเรียวยาว ลำตัวกลม มีระยางค์เหมือนครีบเป็นรูปสามเหลี่ยมอยู่ทางด้านซ้ายและขวา มีหนวดทั้งหมด 10 หนวด และจะมีอยู่คู่หนึ่งที่ยาวกว่าหนวดอื่น ๆ ใช้สำหรับหยิบจับอาหาร เรียกว่าเป็นหนวดล่าเหยื่อ หรือหนวดจับ โดยหนวดอื่น ๆ นั้นจะใช้สำหรับช่วยเพื่อไม่ให้อาหารหลุดไป ก่อนที่จะกัดกินเข้าปาก

หมึกกล้วย เป็นหมึกที่มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มักว่ายและหากินอยู่บริเวณกลางน้ำ จับสัตว์น้ำทั่วไปกินเป็นอาหาร แม้กระทั่งหมึกพวกเดียวกันเองก็ตาม เป็นสัตว์ที่เปลี่ยนสีลำตัวได้อย่างรวดเร็วมาก ใช้วิธีการป้องกันด้วยการพ่นหมึก ซึ่งเป็นของเหลวสีดำคล้ำซึ่งประกอบด้วยเมลามีนและสารเคมีประเภทอื่น ใช้สำหรับการหลบหนีโดยการพ่นหมึก 

เป็นสัตว์ที่ไม่มีประสาทรับรู้ความเจ็บปวด ดังนั้นแม้จะถูกตะขอของชาวประมงเกี่ยวขึ้นมาก็ไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวด หากไม่ไปถูกอวัยวะสำคัญแล้ว มักจะออกหากินและจับคู่กันในเวลากลางคืน ชาวประมงจึงมักหาหมึกกล้วยในเวลานี้ โดยใช้แสงไฟเป็นตัวล่อ 

2.หมึกกระดอง
มีรูปร่างคล้ายกับหมึกกล้วย แต่กลมป้อมกว่า มีหนวดทั้งสิ้น 10 หนวดเหมือนกับหมึกกล้วย มีหนวดยาว 2 เส้นใช้สำหรับจับเหยื่อเช่นเดียวกับหมึกกล้วย แต่ปลายหนวดไม่ได้แผ่แบนออกกว้างและสามารถหดเข้าไปในกระเปาะได้ เป็นหมึกที่อาศัยอยู่เป็นคู่หรือตามลำพังตัวเดียว ไม่ได้อยู่รวมเป็นฝูงใหญ่เหมือนหมึกกล้วย และจะอาศัยอยู่ตามโพรงหินใต้น้ำใกล้กับพื้นน้ำ 

สามารถเปลี่ยนสีได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับหมึกจำพวกอื่น แต่การเปลี่ยนสีของหมึกกระดองจะต่างไปจากหมึกกล้วย คือ มักจะปรับสีสันบนลำตัวให้มีสีสันและลวดลายกลมกลืนเป็นสีน้ำตาลเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่อาศัยอยู่ ขณะที่หมึกกระดองตัวเมียหลังจากวางไข่แล้ว จะวนเวียนเฝ้าไข่อยู่แถวนั้น จนร่างกายอ่อนเพลียเรี่ยวแรงลดน้อยถอยลงไปทีละน้อย ๆ น้ำหนักตัวจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ และตายลงไปในที่สุด โดยที่ไข่ของหมึกกระดองเมื่อฟักออกมา ลูกหมึกวัยอ่อนจะมีรูปร่างเหมือนกับหมึกกระดองวัยโตแต่มีขนาดเล็กกว่า และใช้ชีวิตเป็นแพลงก์ตอน โดยไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่เช่นเดียวกับหมึกประเภทอื่น

3. หมึกสาย
จะมีความแตกต่างไปจากหมึกกล้วยหรือหมึกกระดองอย่างเห็นได้ชัด โดยที่หมึกสายจะมีส่วนหัวที่กลมยาวคล้ายลูกโป่ง หนวดมีทั้งหมด 8 เส้น และไม่มีหนวดเส้นยาว 2 เส้นสำหรับจับเหยื่อแบบหมึกกล้วย ไม่มีครีบข้างลำตัว แต่จะมีพังผืดเชื่อมต่อกันระหว่างหนวดแต่ละเส้น ในโครงสร้างของหมึกสายจะไม่มีแคลเซียมแข็งเป็นแกนกลางลำ

ตัวเหมือนหมึกกล้วยหรือหมึกกระดอง ซึ่งทำให้ร่างกายของหมึกสายนั้นยืดหยุ่นตัวได้สูง หมึกสายจึงสามารถคืบคลานไปตามท้องทะเลได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นหมึกที่อาศัยอยู่ตามลำพังไม่เป็นฝูงเหมือนหมึกกล้วยหรือเป็นคู่เหมือนหมึกกระดอง โดยหลบซ่อนตัวอยู่ตามรูหรือโพรงใต้น้ำ มีหัวใจทั้งหมด 3 ดวง และมีสมองแยกออกจากกันอยู่ในโคนหนวดแต่ละหนวดถึง 9 สมอง หนวดของหมึกสายนั้นมีประสาทสัมผัสและปุ่มดูดเรียงตัวกัน 1-2 แถว

4.หมึกยักษ์
ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ปลา แต่ความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 ให้ความหมายว่า ชื่อสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังที่มีขาซึ่งเรียกว่า หนวดอยู่ที่บริเวณหัว อาศัยอยู่ในทะเล มีถุงบรรจุน้ำสีดำอย่างหมึกสำหรับพ่นเพื่อพรางตัว มีหลายสกุล พบทั่วไปรอบโลกคือ บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ได้แก่ บริเวณประเทศนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก จากลาบราดอร์ถึงอ่าวเม็กซิโกในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือจากทะเลแบริงถึงญี่ปุ่น ฮาวาย แคลิฟอร์เนีย สำหรับทางมหาสมุทรซีกโลกใต้ พบบริเวณอาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ ทาสมาเนีย และนิวซีแลนด์ จะอยู่ในน้ำลึก 200-  1,000 เมตร การดำรงชีพจัดเป็นแบบกึ่งผิวน้ำและกลางน้ำ (Epipelagic and Mesopelagic)

สีของปลาหมึกยักษ์ Architeuthis นี้มีสีแดงแก่จนถึงน้ำตาลแดง จากเซลล์เม็ดสี (chromatophore) ที่ผิวหนัง มันมีความสามารถในการเปลี่ยนสีลำตัว เกิดจากการบังคับด้วยกล้ามเนื้อ การที่ตัวมีสีแดงจะช่วยให้มันสามารถพรางตัวได้ดีในที่ลึก เพราะสีแดงในที่ลึกมากจะเปรียบเสมือนสีดำในเวลากลางคืนบนบกนั่นเอง

เราก็ได้รู้จัก สายพันธุ์ของปลาหมึก กันไปแล้ว ก็ได้รู้แล้วว่าแบบไหนทานได้หรือไม่ได้ หรือจริงๆแล้วปลาหมึกนั้นก็มีความต่างกันหลายๆอยู่ ไม่ใช่ว่าแต่ละสายพันธุ์จะเหมือนกันหมด

วิธีดูแล และลดอาการเมื่อยล้าของสายตา

Computer Vision Syndrome คือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้สายตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานๆ ระยะเวลาที่คนไทยใช้งานมือถือเฉลี่ยอยู่ที่ 4 ชั่วโมงต่อวัน – ในปี 2559 มีจำนวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำในประเทศไทยอยู่ที่ 20.2 ล้านคน ใช้อินเตอร์เน็ต 29 ล้านคน และมือถือ 51 ล้านคน

วิถีชีวิตคนเมืองทุกวันนี้ นอกจากต้องเร่งรีบในการเดินทางเพื่อแข่งกับเวลาแล้ว การทำงานอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างหนักและการเล่นสมาร์ทโฟนที่ต้องจ้องหน้าจอเล็กๆอยู่ตลอดเวลานั้น ก็เป็นตัวการอันสำคัญที่ทำให้สุขภาพสายตาของเราย่ำแย่ลงในระยะยาวได้ วันนี้เราจึงมี วิธีดูแล และลดอาการเมื่อยล้าของสายตา มาฝากกัน รับรองทำไม่ยากอย่างแน่นอน

1.สวมแว่นให้เป็นนิสัย
หากต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานๆทุกวัน การสวมใส่แว่นตาที่มีเลนส์ช่วยกรองแสงจากหน้าจอก็จะช่วยลดปริมาณแสงและรังสีจากหน้าจอที่ทำร้ายดวงตาของเราให้น้อยลง รวมไปถึงการสวมแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันแสงแดดที่มีทั้ง UV-A และ UV-B ก็นับเป็นอีกตัวเลือกที่ช่วยถนอมดวงตาคู่นี้ของเราไม่ให้เสื่อมถอยลงได้

2.จัดระเบียบโต๊ะทำงานใหม่
เปลี่ยนตำแหน่งการวางจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานให้มีระยะห่างจากตัวเราประมาณ 50 – 70 เซ็นติเมตร และระดับความสูงของจอภาพต้องสัมพันธ์กับระยะสายตา (ควรให้กึ่งกลางของจออยู่ตรงกับสายตาเราพอดีที่ระยะ 10 – 30 เซ็นติเมตร)

นอกจากนี้การจัดโต๊ะทำงานให้อยู่ใกล้กับหน้าต่างนั้น จะทำให้เราได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติที่เพียงพอในการมองเห็น (ทิศทางที่ดีที่สุดคือด้านข้างของจอคอมพิวเตอร์) อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดแสงสะท้อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เข้าสู่ดวงตาอีกด้วย

3.จัดระเบียบพฤติกรรม
การอ่านหนังสือหรือจ้องหน้าจอมือถือในระยะที่ใกล้กว่า 40 เซ็นติเมตรนั้นอาจเป็นการทำร้ายสายตาโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรเว้นระยะห่างให้เหมาะสม หรือแม้กระทั่งการนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ เมื่อเวลาที่คนเรามีสมาธิกับหน้าจอนั้น จะทำให้เราเผลอลืมกะพริบตาจนก่อให้เกิดอาการตาแห้งได้ ทางแก้ไขคือควรกะพริบตาให้ถี่หรือพกน้ำตาเทียมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตาได้เช่นกัน

4.บำรุงจากภายใน
นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกแล้ว อาหารการกินก็มีส่วนช่วยให้การบำรุงและถนอมสายตาของคนเราได้เช่นกัน โดยมีงานวิจัยจากต่างประเทศค้นพบว่าการรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า-3 สูง (แซลมอน,ทูน่า),ผลไม้ตระกูลเบอรี่,ผักบุ้ง,แครอท,ตำลึง,ฟักทอง,มะม่วงสุกและมะละกอ นั้นช่วยบำรุงสายตาได้

5.ออกกำลังกายสายตา
อยากมีหน้าท้องที่แข็งแรงก็ต้องซิทอัพ อยากมีต้นขาที่แข็งแรงก็ต้องออกไปวิ่ง ดวงตาของคนเราก็เช่นกัน ถ้าอยากให้ดวงตาคู่นี้แข็งแรงก็ต้องหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ทำได้ง่ายๆโดยการกรอกตาขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา สลับกันช้าๆเซ็ตละ 6 ครั้ง รวมไปถึงกรอกตาวนซ้ายและวนขวาเซ็ตละ 10 ครั้ง ทั้งหมดนี้ควรทำ 2 – 3 เซ็ตต่อวันก็เพียงพอแล้ว

นอกจากนี้การที่เรามองออกไปที่ระยะ 20 ฟุตเป็นเวลา 20 วินาทีทุกๆ 20 นาทียังช่วยลดอาการเมื่อยล้าของสายตาได้อีกด้วย

เหนือสิ่งอื่นใดการพักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอก็เป็นการช่วยถนอมสายตาและอวัยวะอื่นๆในร่างกายได้ดีที่สุด

ประโยชน์ของ GPS ในรูปแบบต่างๆ

ปัจจุบัน GPS เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการดำเนินชีวิตในยุคที่มีดิจิตอลและอินเตอร์เน็ตไร้สาย ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกและเร็วรวดมาก ในอดีตมนุษย์เราจำเป็นต้องเดินทางไม่ว่าจะเป็นหาที่อยู่หาอาศัยหรือหาอาหาร บ้างก็ผลัดหลงบ้างก็เจอกับอันตรายจากภูมิประเทศที่ไม่คุ้นเคย

วันนี้เราจึงมี ประโยชน์ของ GPS ในรูปแบบต่างๆ มาฝากทุกคนกัน เพราะระบบ GPS ทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างง่ายดายและคาดเดาได้ล่วงหน้า มันจึงเป็นประโยชน์อย่างมากหากเดินทางไปยังที่ที่ไม่คุ้นเคยหรือต้องการกำหนดจุดหมายการเดินทาง

GPS ยังถูกใช้ในกิจกรรมที่หลากหลาย
ซึ่งในปัจจุบันได้มีการใช้ประโยชน์ของ GPS ในรูปแบบต่างๆคร่าวๆดังนี้

  • การกำหนดพิกัดของสถานที่ต่างๆ การทำแผนที่ รวมไปถึงการงานสำรวจที่โดยส่วนใหญ่นิยมใช้อุปกรณ์ที่สามารถพกพาไปได้ง่าย คงทน กันฝุ่นและน้ำได้อย่างดี หรือแม้แต่ใช้เป็นไฟฉายได้ในที่มืด
  • ใช้ในการนำทาง การใช้งาน GPS ในการนำทางได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันสามารถใช้งานได้ทั้งภาพ เสียง และรองรับได้หลายภาษา คนทั่วไปสามารถใช้งานได้สะดวกเพราะสามารถแสดงเป็นภาพสามมิติ ภาพเสมือนจริง และยังมีประสิทธิภาพอื่นๆอีกเช่น ระบบมัลติมีเดีย ระบบบลูทูธ หรือไวฟาย เป็นต้น
  • การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การตั้งพิกัดสถานที่ การทำงานร่วมกับ ดาวเทียม GPS ร่วมไปถึงงานที่เกี่ยวกับที่ดิน เป็นต้น
  • การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การตั้งพิกัดสถานที่ การทำงานร่วมกับดาวเทียม GPS ร่วมไปถึงงานที่เกี่ยวกับที่ดิน เป็นต้น
  • การกำหนดจุดเพื่อบรรเทาสาธารณะภัย เช่น จุดปลอดภัยหรือจุดหลบภัย จุดอำนวยความสะดวก หรือชุดป้องกันชูชีพที่ติดเครื่องส่งสัญญาณจีพีเอส
  • การจัดการขนส่ง ไม่ว่าจะขาส่งสินค้า หรือบริการต่างๆ ก็สามารถทำได้อย่างเป็นระบบและแม่นยำ
  • การติดตามอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นการปล้น หรือการค้ายาเสพติดก็สามารถนำ GPS มาใช้งานร่วมได้
  • การติดตามบุคคล ในด้านการกำกับตามกระบวนการยุติกรรม ผู้ต้องหา ผู้ต้องโทษ หรือบุคคลที่ต้องจับตามอง เป็นต้น
  • การใช้ประโยชน์ทางด้านการทหาร การกำหนดรายละเอียดสถานที่ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในด้านการทหาร การสอดแนม เป็นต้น
  • ใช้งานด้านสุขภาพและการกีฬา การวัดความเร็วเพื่อใช้ในการฝึกฝน ระยะทาง ซึ่งนำไปใช้ร่วมกับการคำนวนการเผาผลาญแคลลอรี่ได้อีกด้วย
  • กิจกรรมสันทนาการ เช่นการกำหนดจุดกิจกรรม จุดรวมกลุ่ม การวัดความเร็วการแข่งขัน การเดินป่า การบันทึกเส้นทาง จุด check point หรือใช้กับเครื่องบิน, รถบังคับวิทยุระบบควบคุมที่สามารถติดตามได้
  • การค้าขาย การเดินเรือสินค้า การบอกพิกัดร้านค้า หรือตำแหน่งระบุจากรูปภาพ การโฆษณาเชื้อเชิญโดยระบุตำแหน่งพื้นที่ได้อย่างชัดเจน
  • การติดตามยานพาหนะ สิ่งของ หรือบุคคล ช่วยให้ติดตามหรือเช็คประวัติการเดินทาง ซึ่งจะทำให้ป้องกันการโจรกรรมและติดตามทรัพย์สินให้กู้คืนกลับมาได้

ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า ระบบจีพีเอสเข้ามามีบทบาทในการขนส่งหรือการเดินทางเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะใช้เพื่อการท่องเที่ยว หรือประกอบธุรกิจ การที่เราสามารถควบคุม ดูแล จัดการการเดินทางหรือเส้นทางได้ล่วงหน้าหรือได้ทันท่วงที นั้นทำให้การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นไปตามที่คาดไว้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้อีกด้วย

ซึ่งระบบ GPS ที่เข้ามามีบทบาทในส่วนสายงานขนส่ง โลจิสติกส์ ทำให้การควบคุมงาน และการจัดการกองยานพาหนะ รึที่เรียกว่า Fleet Management นั้นเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะ ประโยชน์ของ GPS จะช่วยให้การจัดการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น

การประเมินคุณภาพของพนักงานขับรถ
การติดตามเส้นทาง การเดินทางย้อนหลัง หรือแบบ Real Time การติดตามความเร็ว นั้นเป็นส่วนที่จะช่วยประเมินการทำงานของผู้ขับรถได้

ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน การใช้เชื้อเพลิง น้ำมัน
หากเราสามารถกำหนดเส้นทางการเดินรถ และเป็นไปตามที่เจ้าของผู้ประกอบการต้องการ ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงย่อมลดลง และติดตามได้ทันทีหากคนขับรถไม่ขับตามเส้นทางที่กำหนด หรือการใช้ความเร็วมากเกินไป

การนำรถไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
รถของบริษัท ย่อมต้องถูกใช้งานตามแผนงาน หรือใช้เพื่อภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ไม่ควรนำไปใช้ส่วนตัวและไม่จำเป็น ระบบ GPS จะช่วยให้ผู้ประกอบการติดตามรถยนต์ของตนได้ทุกคัน

ลดการทุจริตน้ำมัน ด้วยระบบตรวจวัดระดับน้ำมัน
ระบบตรวจวัดระดับน้ำมัน คือส่วนช่วยให้การติดตามการใช้งานของรถ และการใช้เชื้อเพลิง กราฟรายงานระดับน้ำมันนั้นจะแสดงให้เห็นถึงการใช้น้ำมันในแต่ละวัน สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

ยกระดับการบริการให้ดีขึ้น ด้วยระบบติดตาม
ดีกว่าแน่นอน หากเราสามารถติดตามได้ว่า จะถึงที่หมายเวลาไหน รวมไปถึงเวลาในการแวะจุดต่างๆ การสร้าง Geofences กำหนดบริเวณการแจ้งเตือนเมื่อรถเข้าเส้นเขตที่กำหนดแล้ว ช่วยเพิ่มความมั่นใจของลูกค้าทำให้เพิ่มคุณภาพในการบริการมากยิ่งขึ้น

การกำหนดความเร็วและแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวทุกเหตุการณ์
ความเร็วเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องกำหนด การใช้ความเร็วที่มากเกินไป นอกจากจะผิดกฏหมายการจราจรแล้ว ยังมีโอกาสทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ การเบรคกระทันหัน หรือการโค้งด้วยความเร็ว การหักมุม ระบบจะจำทุกการเคลื่อนไหวได้หมด

ลดต้นทุนค่าซ่อมแซมและการซ่อมบำรุงของรถ
จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า หากเราสามารถกำหนดหรือควบคุมความเร็วได้แล้วนั้น สามารถปรับพฤติกรรมการขับขี่ของคนขับได้ จะช่วยให้รถอยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งานเสมอ การใช้รถอย่างทะนุทนอมจะช่วยให้ค่าซ่อมบำรุงไม่มากเกินไป

การกู้คืนรถ หากถูกโจรกรรม
เพิ่มระดับความปลอดภัยด้วยระบบติดตาม หากถูกโจรกรรมรถยนต์ไปแล้ว สามารถติดตามตำแหน่งได้ เจ้าหน้าที่ดูแลระบบ GPS จะติดตามและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการตามจับ และนำรถยนต์กลับไปมาได้

ลักษณะประโยชน์ของดิน

สำหรับ ดินนั้น มีให้เราพบเห็นได้ทั่วไป แต่ลักษณะเนื้อดิน คือสมบัติทางกายภาพของดิน ที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดินบางชนิดมีเนื้อหยาบชิ้นส่วนเล็กๆ ของดินประกอบด้วยกรวด ทราย ดินตะกอน ดินเหนียว และฮิวมัส

สีของดินคือ สีที่เกิดจากสารประกอบในดิน ทำให้ดินมีสีต่างกัน เช่นดินที่มีอิวมัสปนอยู่มากจะมีสีคล้ำ ดินที่มีเหล็กปนอยู่มากจะมีสีน้ำตาลแดง

ความพรุนคือ ช่องว่างระหว่างเม็ดดิน เป็นที่ให้น้ำและอากาศผ่านเข้าไปในเนื้อดิน ดินชั้นบนมีความพรุนมากกว่าดินชั้นล่าง

ความเป็นกรดเบสของดินคือ ปริมาณของไฮโดรเจนที่มีอยู่ในดินทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดหรือเบส ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช

ดินแต่ละชนิดมีสมบัติแตกต่างกัน ทำให้ดินในท้องถิ่นเหมาะกับการปลูกพืชชนิดหนึ่งแต่อาจจะไม่เหมาะกับการปลูกพืชอิกชนิดหนึ่ง ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องเลืกใช้ดินให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูก

ประโยชน์ของดิน

ดินมีประโยชน์มากมายมหาศาลต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ คือ

1.ประโยชน์ต่อการเกษตรกรรม เพราะดินเป็นต้นกำเนิดของการเกษตรกรรมเป็นแหล่งผลิตอาหารของมนุษย์ ในดินจะมีอินทรียวัตถุและธาตุอาหารรวมทั้งน้ำที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช อาหารที่คนเราบริโภคในทุกวันนี้มาจากการเกษตรกรรมถึง 90%

2.การเลี้ยงสัตว์ ดินเป็นแหล่งอาหารสัตว์ทั้งพวกพืชและหญ้าที่ขึ้นอยู่ ตลอดจนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์บางชนิด เช่น งู แมลง นาก ฯลฯ

3.เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แผ่นดินเป็นที่ตั้งของเมือง บ้านเรือน ทำให้เกิดวัฒนธรรมและอารยธรรมของชุมชนต่าง ๆ มากมาย

4.เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ เนื้อดินจะมีส่วนประกอบสำคัญ ๆ คือ ส่วนที่เป็นของแข็ง ได้แก่ กรวด ทราย 4.ตะกอน และส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำซึ่งอยู่ในรูปของความชื้นในดินซึ่งถ้ามีอยู่มาก ๆ ก็จะกลายเป็นน้ำซึมอยู่คือน้ำใต้ดิน น้ำเหล่านี้จะค่อย ๆ ซึมลงที่ต่ำ เช่น แม่น้ำลำคลองทำให้เรามีน้ำใช้ได้ตลอดปี

เลือกทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด กรุ๊ปโอ

สำหรับคนกรุ๊ปโอ นั้นจะเป็นคนที่กินเนื้อได้เยอะที่สุด เนื่องจากกระเพาะมีความเป็นกรดสูง ทำให้ย่อยอาหารจำพวกเนื้อได้ดีกว่ากรุ๊ปอื่น ๆ แถมยังดูดซึมสารอาหารได้ดี สามารถนำไปใช้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่เพื่อความสมดุลของร่างกาย จึงไม่ควรกินเนื้อมากเกินไป โดยมีวิธีแก้คือกินผักให้มากขึ้น หรือกินในอัตราส่วนครึ่งหนึ่งของอาหารแต่ละมื้อ

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ คนกรุ๊ปเลือดโอมักจะมีปัญหาเรื่องระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่คงที่ จึงทำให้อ้วนได้ง่าย หากต้องการลดน้ำหนักควรเลือกที่จะงดคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว, แป้ง, น้ำตาล รวมไปถึงถั่วชนิดต่าง ๆ เพราะจะทำให้น้ำหนักขึ้นง่ายกว่าปกติ และควรระมัดระวังในเรื่องของเลือดแข็งตัวช้า เพราะคนกรุ๊ปนี้จะมีเลือดที่มีความเหลวมากที่สุด

ดังนั้น จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินเคด้วย เพื่อช่วยทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้น ส่วนการออกกำลังกายให้เน้นการเล่นกีฬาที่ออกแรงมาก ๆ เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก ว่ายน้ำ ก็จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดี

อาหาร
อาหารที่เหมาะกับคนกรุ๊ปโอจะเป็นเนื้อสัตว์แทบทุกชนิด รวมไปถึง อาหารทะเลต่าง ๆ ที่มีไอโอดีนสูง แต่ต้องระวังเรื่องไขมันและคอเลสเตอรอลจากเนื้อสัตว์ด้วย ดังนั้นจึงควรกินนม เนย และไข่ในปริมาณที่พอเหมาะและหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ

ผัก
กินได้แทบทุกชนิด โดยเฉพาะผักโขม บรอกโคลี เนื่องจากมีวิตามินเคสูง แต่ควรหลีกเลี่ยงผักตระกูลกะหล่ำเนื่องจากมีผลต่อไทรอยด์ รวมไปถึงมะกอกดองและเห็ดหอม เพราะจะทำให้เกิดอาการแพ้ ส่วนมะเขือยาวและมันฝรั่งก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน เพราะจะทำให้ปวดข้อ

ผลไม้
กินได้แทบทุกชนิดเช่นกัน โดยเฉพาะเชอร์รี่และบลูเบอร์รี่ รวมไปถึงผลไม้ตระกูลเกรปฟรุต เนื่องจากสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ดี ส่วนผลไม้ที่ควรเลี่ยงคือ ส้ม สตรอว์เบอร์รี่ มะพร้าว แคนตาลูป เพราะมีความเป็นกรดสูง ถ้ากินมาก ๆ จะทำให้มีกรดในกระเพาะมากเกินไป

เครื่องดื่ม
ควรเป็นชาจากสมุนไพรต่าง ๆ เช่น ชาพาร์สลีย์ ชาเปปเปอร์มินต์ ส่วนชาที่ควรงดคือ ชาที่ทำจากใบชา และงดการดื่มกาแฟ ชา เบียร์ เพราะจะเป็นการเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารให้หนักเข้าไปอีก

อาหารที่คนกรุ๊ปโอควรรับประทานบ่อยครั้ง
เนื้อแกะ, เนื้อวัว, ปลาค้อด, ปลาเทราต์, ปลาจะละเม็ด, ปลากะพงแดง, ผักโขม, บรอกโคลี่, พาร์สลีย์, สาหร่ายทะเล, เชอร์รี่, บลูเบอร์รี่, สับปะรด, ชาเขียว, น้ำมันมะกอก, กระเทียม, ขิง, ขมิ้น, หอมหัวใหญ่, หอมหัวเล็ก, ถั่ววอลนัต เป็นต้น

อาหารที่คนกรุ๊ปโอควรงดหรือหลีกเลี่ยง
แฮม, เบคอน, ปลาดุก, นมและผลิตภัณฑ์จากนม, ข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์, ข้าวโพด, ดอกกะหล่ำ, แตงกวา, มันฝรั่ง, กีวี, แคนตาลูป, มะขาม, มะพร้าว, อะโวคาโด, แบล็กเบอร์รี่, ส้ม, พริกไทย, น้ำมันถั่วเหลือง, ถั่วลิสง, ถั่วแดง, ถั่วพิสตาชิโอ, ถั่วขาว, เมล็ดทานตะวัน, เม็ดมะม่วงหิมพานต์, เบียร์ เป็นต้น

เมนูอาหารของคนกรุ๊ปโอ
ผัดบรอกโคลี่กุ้งย่างแบบจีน, ข้าวผัดผักรวมกับหมูย่างกะเพรา, ข้าวหุงขมิ้นไก่โหระพา, หมูอบขิง, ตับหวาน, สลัดปลากะพงขาวซอสเลมอน, ข้าวอบสับปะรดปลา, ไก่ทอดกระเทียมกับขมิ้น, สเต๊กปลาเทราต์อบสมุนไพร, ยำสาหร่ายวากาเมะกับกุ้งกระเทียมย่าง, ซุปหอมหัวใหญ่ปลากะพง, ซุปสาหร่ายตุ๋นดอกไม้จีน, ซุปบรอกโคลี่, เนื้อทอดกระเทียมยำตะไคร้สด, ปลาหมึกชุบแป้งทอด, เนื้อสันในม้วนผักโขม, พุดดิ้งชาเขียว, แพนเค้กมิกซ์เบอร์รี่, สมูทตี้บลูเบอร์รี่แอนด์เชอร์รี่, น้ำลูกพรุน เป็นต้น

การ เลือกทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด กรุ๊ปโอ ที่เรานำมานั้น เป็นเพียงแนวทาง หรือความเชื่อตามหลักวิทยาศาสตร์เท่านั้น ใดๆ ก็คือ การกินอาหารนั้นย่อมขึ้นอยู่กับร่างกายในส่วนอื่นๆ ด้วย

3 ขนมไทยโบราณ หาทานยาก

สำหรับ ขนมไทย นั้นมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยคือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบ วิธีการทำ ที่พิถีพิถัน รสชาติอร่อยหอมหวาน สีสันสวยงาม รูปลักษณ์ชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีที่ประณีตบรรจง ในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น เช่น งานทำบุญ งานแต่ง เทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ เพราะขนมบางชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น ขนบประเพณี

วันนี้เราจึงมี 3 ขนมไทยโบราณ หาทานยาก มาฝากทุกคนกัน หากหาซื้อทานยาก ก็สามารถทำเองได้เลย ขั้นตอนอาจจะไม่ได้ง่าย ต้องใช้ความพิถีพิถัน แต่หากทำบ่อยๆ ก็อาจจะเกิดความเคยชิน จนอาจจะสามารถสร้างรายได้ได้เลยทีเดียว

1. ขนมจ่ามงกุฎ

ส่วนผสมตัวขนม

  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 100 กรัม
  • แป้งเท้ายายม่อม 10 กรัม
  • ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) 6 ฟอง
  • กะทิ 230 กรัม
  • น้ำตาลทราย 160 กรัม
  • สีผสมอาหารสีเหลือง
  • ทองคำเปลว 100%

ส่วนผสมเม็ดแตงโม

  • เม็ดแตงโมแกะแล้ว 100 กรัม
  • น้ำตาลทราย 160 กรัม
  • น้ำลอยดอกมะลิ 200 กรัม

ส่วนผสมแป้งรองขนม

  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 100 กรัม
  • ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) 2 ฟอง
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง

หมายเหตุ
น้ำเชื่อมที่ใช้ติดเม็ดแตงโม เตรียมโดยผสมน้ำตาลทราย 50 กรัม กับน้ำเปล่าเล็กน้อย ยกขึ้นตั้งไฟเคี่ยวพอข้น ยกลงพักไว้ให้เย็น

วิธีการทำเม็ดแตงโม
1. ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำลอยดอกมะลิ ยกขึ้นตั้งไฟพอเดือด ยกลงพักไว้ให้เย็น
2. เอียงกระทะทองใส่เม็ดแตงโม
3. ใช้มือแตะน้ำเชื่อมพรมที่เม็ดแตงโมกวาดไปเรื่อยๆ พอน้ำเชื่อมเริ่มติดกระทะ
4. ให้เทเม็ดแตงโมมาอีกด้านของขอบกระทะ แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบน้ำเชื่อมที่ติดกระทะอยู่ ทำเช่นนั้น สลับกันไปเรื่อยๆ
5. จนน้ำเชื่อมเกาะที่เม็ดแตงโมเป็นตะปุ่มตะป่ำ หรือที่เรียกว่าทนาม

วิธีทำแป้งสำหรับรองตัวขนม
1. ผสมแป้งสาลีกับไข่แดง และไข่ไก่เคล้าให้เข้ากัน
2. นวดจนเนียน
3. คลึงแป้งเป็นแผ่นบาง
4. ใช้พิมพ์กดให้มีขนาดพอดีกับถ้วย และใช้ส้อมจิ้มให้ทั่ว
5. กรุแป้งลงในพิมพ์นำเข้าอบพอสุกเหลือง นำออกพักไว้ให้เย็น

วิธีทำตัวขนม
1. ร่อนแป้งสาลีและแป้งเท้ายายม่อมใส่ภาชนะ ใส่น้ำตาลทราย ไข่แดง สีผสมอาหารให้เข้ากัน
2. ใส่กะทิผสมให้เข้ากัน
3. กรองด้วยกระชอน ใส่ในกระทงทอง
4. ยกขึ้นกวนด้วยไฟอ่อน
5. จนแป้งรวมตัวเป็นก้อน และเนียนใส ยกลงคลุมด้วยผ้าขาวบางจนส่วนผสมอุ่น
6. จุ่มปลายเม็ดแตงโมที่เตรียมไว้ลงในน้ำเชื่อม
7. นำไปติดบนแป้งที่อบไว้ให้รอบ ประมาณ 6-7 เม็ด ผึ่งให้น้ำเชื่อมแห้ง
8. ปั้นส่วนผสมแป้งให้เป็นก้อนกลม ใช้ไม้จิ้มฟันทำเป็นรอยประมาณ 6 รอย
9. วางบนเม็ดแตงโมที่เตรียมไว้
10. ปั้นส่วนผสมให้เป็นก้อนกลมเล็กๆ วางบนยอด ตกแต่งด้วยทองคำเปลวให้สวยงาม

2. ขนมหยกมณี

ส่วนผสม

  • สาคูเม็ดเล็ก 320 กรัม
  • น้ำตาลทราย 320 กรัม
  • น้ำใบเตยคั้นเข้มๆ 100 กรัม
  • น้ำเปล่า 550 กรัม
  • มะพร้าวทึนทึกขูดเส้น 1 ลูก
  • เกลือป่นละเอียด 3 กรัม
  • น้ำเปล่าสำหรับล้างสาคู

วิธีทำ
1. สาคูเลือกเอาผงออก ล้างน้ำเปล่า 1 ครั้ง ใส่กระชอนพักให้สะเด็ดน้ำ เทใส่กระทงทองที่ใส่น้ำเปล่า เตรียมไว้
2. ยกขึ้นตั้งไฟ
3. กวนพอเริ่มใส
4. ใส่น้ำใบเตย
5. กวนให้เข้ากัน
6. ใส่น้ำตาลทราย
7. กวนต่อจนเหนียวมากๆ ยกลง
8. ใช้ช้อนกาแฟ ตักให้มีลักษณะเป็นก้อนกลม
9. ใส่ลงในมะพร้าวทึนทึก (ที่ผสมเกลือป่นแล้วนึ่งประมาณ 10 นาที) คลุกให้ทั่ว
10. ใส่ลงในพิมพ์ถ้วยวุ้น จัดเสิร์ฟ

3. ขนมบุหลันดั้นเมฆ

ส่วนผสม

  • แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม
  • แป้งเท้ายายม่อม 40 กรัม
  • น้ำเชื่อมพักไว้ให้เย็น 350 กรัม
  • น้ำเปล่า 200 กรัม
  • น้ำดอกอัญชันคั้นเข้มๆ 100 กรัม
  • ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) 10 ฟองน้ำตาลทรายป่น 60 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา 10 กรัม
  • กะทิ 120 กรัม
  • แป้งข้าวเจ้าสำหรับผสมกะทิหยอดหน้า 10 กรัม

วิธีทำ
1. เตรียมกะทิสำหรับหยอดหน้า โดยผสมกะทิกับแป้งข้าวเจ้า คนให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟกวนพอข้น ยกลงพักไว้
2. ผสมไข่แดง น้ำตาลทรายป่น กลิ่นวานิลลา
3. คนให้เข้ากัน เตรียมไว้
4. นำแป้งข้าวเจ้าและแป้งเท้ายายม่อมใส่ภาชนะ เติมน้ำเปล่าแค่พอนวดได้
5. นวดประมาณ 5 นาที
6. เติมน้ำเปล่าที่เหลือคนให้เข้ากัน เติมน้ำเชื่อมและน้ำดอกอัญชัน คนให้เข้ากัน
7. กรองด้วยกระชอน
8. นำน้ำเปล่าใส่ลงในลังถึง ปริมาณ 3/4 ของลังถึง ตั้งไฟให้เดือด นำถ้วยตะไลนึ่งให้ร้อน ใส่ส่วนผสมแป้งให้เต็ม ปิดฝาลังถึงนึ่งประมาณ 5 นาที ยกขนมออกจากเตา เทแป้งส่วนที่ดิบอยู่ออก
9. ตักกะทิที่กวนไว้ ใส่ในกรวยกระดาษบีบลงบนขนม ยกขึ้นนึ่งต่ออีก 1 นาที
10. ตักส่วนผสมไข่แดงหยดลงตรงกลาง
11. นึ่งต่อให้สุกยกลง แคะขนมออกจากถ้วย

สำหรับ 3 ขนมไทยโบราณ หาทานยาก ที่เรานำมานั้น หากเป็นขนมที่ไม่คุ้นเคยก็ลองไปหาทานกันได้เลย แต่หากเป็นขนมที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว ก็คงจะรู้ดีว่าเป็นขนมไทยที่รสชาติดีมากเลยทีเดียว

9 ผลไม้ช่วยให้ผิวพรรณสวยใส เปล่งปลั่ง

สำหรับผลไม้บางชนิด นั้นสามารถช่วยให้คุณมีผิวสวยได้ดั่งใจ ถ้ารับประทานเป็นประจำเพราะในผลไม่มีวิตามินซีธรรมชาติที่ร่างกายต้องการเป็นจำนานมาก ผลไม้เนี่ยแหล่ะ ที่จะเป็นแหล่งของวิตามินซี ที่สาว ๆ ทุกคนควรจะรับทราบและหมั่นบริโภคเข้าไป เพื่อให้ผิวพรรณสวยใส เปล่งปลั่ง ด้วยธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องพี่งสารเคมีแต่อย่างใด 

วันนี้เราจึงมี 9 ผลไม้ช่วยให้ผิวพรรณสวยใส เปล่งปลั่ง มาแนะนำสาวๆกัน การทานผลไม้นั้น ถ้าเราทานให้พอดี รับรองเลยว่าจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

1.ฝรั่ง     
ผลไม้ที่มีขายทั่วไปในท้องตลาด ราคาไม่แพง เนื่องจากปลูกและดูแลง่าย ให้ผลผลิตตลอดปีข้อดีที่โดดเด่นของฝรั่งคือ มีปริมาณวิตามินซีสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น แม้กระทั่งส้มที่ได้ชื่อว่ามีวิตามินซีสูงก็ยังแพ้ฝรั่ง วิตามินซีช่วยต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ป้องกันโรคหวัด ฝรั่ง 100 กรัมมีวิตามินซีสูงกว่า 160 มิลลิกรัม เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ซึ่งต้องการเพียง 60 มิลลิกรัม โดยวิตามินซีจะมีมากบริเวณเปลือก จึงไม่ควรปอกเปลือกทิ้ง เพียงแต่ต้องล้างให้สะอาดก่อนกิน ฝรั่งมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยทำความสะอาดระบบขับถ่าย จึงลดโอกาสเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ช่วยลดระดับบคอเลสเตอรอล และลดความดันโลหิตได้

2. อโวคาโด
เป็นผลไม้ที่ดูภายนอกอาจมีรูปร่างแปลกๆ ผลที่สุกจัดจะมีสีดำ มีผิวขรุขระ เนื้อภายในถ้าสุกแล้วจะมีสีเขียว เนื้ออ่อนนุ่ม คล้ายเนย มีรสชาติละม้ายคล้ายเนยที่มีจากนมวัว เป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเมริกา เม็กซิโก กัวเตมาลา อะโวคาโดยังประกอบด้วยวิตมินและแร่ธาติอื่นๆที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายหลายอย่างได้แก่ วิตามินเอ และ เบต้าเคโรทีน ซึ่งช่วยบำรุงสายตา วิตามินบี ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา โรคปากนกกระจอก วิตมินซี ช่วยป้องกันโรคหวัด และโรคเลือดออกตามไรฟัน โฟเลสสูงเหมาะกับสตรีตั้งครรภ์

โฟเลสเป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับสตรีที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากโฟเลตเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและสร้างเนื้อเยื่อของทารก วิตมินอีและสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นตัวช่วยให้ระบบของเซลต่างๆในร่างกายแข็งแรงทำงานได้ดี ช่วยป้องกันไม่ให้เซลถูกทำลายจากมลพิษต่างๆ จึงช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง และ ช่วยให้อ่อนกว่าวัย ผิวพรรณสด

3. แอปเปิ้ล   
แอปเปิล อุดมไปด้วยเพคตินที่ช่วยทำให้เล็บแข็งแรง ซึ่งจะมีวิตามินซีที่สามารถช่วยให้ผิวพรรณสวย เปล่งปลั่ง และยังเป็นผลไม้ที่ทานแล้วไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย แอปเปิ้ลมีสารสำคัญคือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ คือ เพคตินมีกรด 2 ชนิด คือ กรดมาลิคและกรดทาร์ทาริกช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน นอกจากนั้นยังมีการกล่าวถึงสรรพคุณ บำรุงหัวใจ ลดคลอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสรและฆ่าเชื้อไวรัส แอปเปิ้ลยังช่วยควบคุมน้ำหนัก เพราะมีแป้งและน้ำตาลถึง 75% ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที

4. ส้ม
ส้มเป็นผลไม้นางเอก มีสารไฟโตนิวเทรียนต์มาก ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงสารกลุ่มฟลาวาโนนส์ สารแอนโธไชยานินส์ สารโพลีฟีนอลส์ และวิตามินซี ที่ช่วยทำให้ผิวสวยกระจ่างใส ส้มมีคอลลาเจน ช่วยซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งแตก และช่วยสมานแผลหลังผ่าตัด แผลไฟไหม้ ให้หายเร็ว และแผลเรียบเนียนขึ้น

5. แก้วมังกร
แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่สามารถทำมารับประทานสดได้ หรือจะนำมาทำเป็นน้ำผลไม้ได้เช่นกัน แก้วมังกรมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการของโรคความดันโลหิต และช่วยรักษาโรคเบาหวานได้อีกด้วย แถมแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีแคลอลี่ต่ำสามารถรับประทานแทนอาหารเพื่อลดความอ้วนได้อีก เพราะแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูงมาก แถมยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี และทำให้ผิวพรรณสวยงาม สดใส แก้วมังกรยังสามารถที่ดูดชับสารพิษต่างๆที่ตกค้างในร่างกายของเราออกจากร่างกายของเราอีกด้วย

6. สตรอเบอรี่
สตรอเบอร์รี่สีแดงสด กลิ่นหอมหวาน อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารมากมาย ได้รับการยกย่องให้เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพและความงามเลยทีเดียว ในสตรอเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระได้แก่ แอนโทไซยานิน, เคอซิติน, เคมเพอรอล ซึ่งสารเหล่านี้มีส่วนช่วยยับยั้งสารก่อโรคมะเร็งชนิดต่างๆได้ และเมื่อเปรียบเทียบสารต้านอุมูลอิสระ กับผลไม้ชนิดอื่นๆ สตรอเบอร์รี่นั้นจะมีสารต้านอุนมูลอิสระมากกว่าผลไม้อื่นๆเป็นเท่าตัว นอกจากนี้ผลไม้ชนิดถือว่าเป็นผลไม้มีวิตามินซีสูง โดยสตรอเบอร์รี่ปริมาณ 100 กรัมจะมีวิตามินซีมากถึง 58 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

7. สัปปะรด
สับปะรด เป็นผลไม้ธรรมดาๆที่เราสามารถหาซื้อรับประทานได้ง่าย เนื่องจากออกผลตลอดทั้งปีไม่ต้องรอตามฤดูกาล หากรับประทานสดๆ ก็ทำให้เย็นฉ่ำดับร้อนได้ หรือคุณแม่บ้านบางคนนิยมนำไปปรุงอาหารก็ให้รสชาติที่ดีทีเดียว นอกจากนี้สับปะรดยังมีคุณประโยชน์อีกมากมายที่เราไม่ควรมองข้าม ประโยชน์ของสับปะรดมีมากมายไม่แพ้ตาที่อยู่รายล้อมผลของมันเพราะสับปะรดมีวิตามินaบำรุงสายตาวิตามินcบำรุงผิวพรรณสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองและยังเสริมสร้างผิวพรรณให้ดูเปล่งปลัง นอกจากนั้นยังมีแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง

8. มะนาว 
มะนาวเป็นผลไม้พื้นๆที่ใช้บริโภคกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่ามะนาวลูกเล็กๆนั้น มีประโยชน์ในการรักษาโรคต่างๆได้มากมายหลายโรคด้วยกัน ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่ใช้มะนาวรักษาโรค ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น มาเลเซีย จีน และอินเดีย เขาก็ใช้มะนาวกัน ประเทศเพื่อนบ้านที่ไกลออกไป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และประเทศแถบอเมริกาตะวันตกก็ใช้มะนาวแก้ไอและรักษาโรคอื่นๆเช่นเดียวกัน  สำหรับเรื่องของการช่วยในการลดน้ำหนักนั้น มะนาวถือว่าเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยสูง ให้พลังงานต่ำ และเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง จึงทำให้มะนาวได้ถูกวางไว้เป็นผลไม้ที่สามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้

วิธีบรรเทากรรมเมื่อทำผิดศีล 5 

เชื่อว่าทุกคนคงต้องเคยได้ยินประโยค ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ใครทำอะไรไว้ก็มักจะได้อย่างนั้น  และเชื่อว่าบาปกรรมมีอยู่จริงเนาะ ทั้งนี้ทั้งนั้นหลายๆ คนแม้กระทั่งตัวแอดมินเองก็ต้องเคยทำผิดศีลบางข้อแน่ๆ ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี เพราะการรักษาศีล 5 นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ก็ต้องพยายามทำกันให้ได้ เพื่อเป็นการเตือนใจให้อยู่ในศีลในธรรมกัน วันนี้เราขอนำวิธีบรรเทากรรมเมื่อทำผิดศีล 5 มาฝากทุกคนกัน

ศีล 5 ถือเป็นหลักปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่สุดสำหรับพุทธศาสนิกชน ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ชาวพุทธทุกคนยึดถือปฏิบัติเป็นหลักของชีวิต อันประกอบไปด้วย

  • ศีลข้อที่ 1 : ปาณาติปาตาเวรมณี หมายถึงการละเว้นจากการฆ่าสัตว์ทุกชนิด
  • ศีลข้อที่ 2 : อทินนาทานาเวรมณี หมายถึงการเว้นจากการลักทรัพย์ หรือทรัพย์ที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้
  • ศีลข้อที่ 3 : กาเมสุมิสฉาจาราเวรมณี หมายถึงการละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม การประพฤติผิดลูกผิดเมียคนอื่น (มีกิ๊ก มีชู้ก็ไม่ควร ยกเว้นแต่จะมีการแต่งงานหรือมีการรับรู้รับเห็นด้วยจากผู้ปกครองทั้งสองฝ่าย)
  • ศีลข้อที่ 4 : มุสาวาทาเวรมณี หมายถึงการละเว้นจากการพูดปดงดเท็จ พูดจาโกหก พูดไม่อยู่กับร่องกับรอย
  • ศีลข้อที่ 5 : สุราเมรยมัฌชปะมาทัตถานาเวรมณี หมายถึงการละเว้นจากการดื่มสุราเมรัยและเครื่องดื่มดองของมึนเมาทุกชนิด

กรรมของการทำผิดศีล 5 และวิธีบรรเทากรรม
1. การทำผิดศีลข้อที่ 1 คือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต รวมถึงการทำร้าย เบียดเบียน กักขัง ทรมานสัตว์ด้วย

  • ผลกรรม : จะทำให้มีปัญหาสุขภาพจุกจิก เป็นคนขี้โรค ร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่สมประกอบ พิการ อายุสั้น ตายแบบทรมาน
  • วิธีบรรเทากรรม : บริจาคโลหิต ทำบุญบริจาคให้กับโรงพยาบาลหรือมูลนิธิเพื่อการช่วยเหลือสัตว์ต่าง ๆ หมั่นทำบุญด้วยการปล่อยหรือให้ชีวิตสัตว์เป็นทานบ่อย ๆ โดยเฉพาะปลาหน้าเขียงที่กำลังจะถูกฆ่าจำนวนเท่าใดก็ได้

2. การทำผิลศีลข้อที่ 2 คือการลักทรัพย์ ขโมยของ รวมถึงการฉ้อโกง ยักยอก ทำลาย หรือนำข้าวของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้มาเป็นของตัวเอง

  • ผลกรรม : ทำอะไรก็ไม่เจริญ ไม่สำเร็จ โดนหลอกโดนโกง มีแต่เรื่องให้ต้องเสียเงิน เก็บเงินไม่อยู่ ได้มาเท่าไหร่ก็มีเรื่องให้ต้องใช้ไปเสียหมด เงินหายหรือถูกขโมยบ่อย
  • วิธีบรรเทากรรม : หมั่นทำบุญด้วยการบริจาคอะไรก็ได้บ่อย ๆ เช่น หยอดบริจาคค่าน้ำค่าไฟตามตู้รับบริจาคต่าง ๆ ทำบุญถวายสังฆทาน หรือทำบุญบริจาคเงิน/ทุนการศึกษา/ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้กับผู้ที่ขาดแคลน

3. การทำผิดศีลข้อที่ 3 คือการประพฤติผิดในกาม ผิดลูกผิดเมียชาวบ้าน รวมถึงการมีกิ๊ก มีชู้ นอกใจ หลอกลวง ข่มขืน หรือมีการล่วงเกินกันก่อนการแต่งงานหรือไม่ได้การรับรู้รับเห็นด้วยจากผู้ปกครอง

  • ผลกรรม : ความรักไม่สมหวัง มีปัญหาตลอด อาจจะเป็นหม้าย ถูกคนรักนอกใจ ถูกทิ้ง คนรักมีกิ๊ก มีชู้ ถูกกีดกันความรัก เจอแต่คนไม่จริงใจ ไม่ค่อยมีใครคบหาด้วย หรือมีปัญหาภายในครอบครัวมาก
  • วิธีบรรเทากรรม : หมั่นทำบุญด้วยการถวายสิ่งของเป็นคู่ เช่น เทียนคู่ แจกันคู่ ตะเกียบ ช้อนส้อม หรืออื่น ๆ และทำบุญเกี่ยวกับการให้ โดยเฉพาะให้ความรักและความอบอุ่น เช่น ทำบุญกับบ้านพักคนชรา บ้านเด็กกำพร้า

4. การทำผิดศีลข้อที่ 4 คือการโกหก พูดปด พูดเท็จ ไม่มีสัจจะ หลอกลวง นินทา ด่าทอ รวมถึงการใช้คำพูดส่อเสียด หยาบคาย ให้ร้าย ยุแยงให้ผู้อื่นแตกกัน

  • ผลกรรม : มักจะเจอแต่คนไม่จริงใจ หลอกลวง ถูกนินทา ใส่ร้าย ว่าร้าย เจอคนไม่รักษาสัญญา พูดอะไรไปก็ไม่มีใครเชื่อหรือไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจ
  • วิธีบรรเทากรรม : เมื่อสัญญาหรือพูดอะไรไว้ต้องรักษาสัญญาหรือคำพูดนั้นให้ได้ รู้จักคิดก่อนพูด ตั้งสัจจะว่าจะไม่โกหก ให้ร้าย นินทาหรือหลอกลวงใคร และหมั่นทำบุญเกี่ยวกับการเผยแพร่ธรรมะในแง่ใดก็ได้ ทำบุญช่วยเหลือคนยากจน คนยากไร้ต่าง ๆ

5. การทำผิดศีลข้อที่ 5 คือการดื่มของมึนเมา เสพยาเสพติด รวมถึงการขายหรือมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

  • ผลกรรม : ขี้หลงขี้ลืม มีปัญหาทางด้านสติปัญญา ทำอะไรมักไม่มีสติ จะลุ่มหลงมัวเมาหรือถูกชักจูงไปในสิ่งที่ผิดได้ง่าย
  • วิธีบรรเทากรรม : พยายามรักษาศีลข้อ 5 ให้ดี ตั้งสัจจะว่าจะไม่ดื่มของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด ไม่ซื้อขายและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ และให้ไปทำบุญเกี่ยวกับการให้ความรู้หรือการศึกษา หรือจะบริจาคหนังสือเรียน หนังสือธรรมะ บริจาคทุนการศึกษาก็ได้

อย่างไรก็ตามกรรมจากการทำความผิดจะหนักหรือเบานั้นขึ้นอยู่กับเจตนาและความตั้งใจในการสร้างกรรมด้วย วิธีบรรเทากรรมเมื่อทำผิดศีล 5 ที่เรานำมานั้นเป็นเพียงแนวทาง หากรักษาศีล5 เอาไว้ก็ย่อมจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องหาทางบรรเทากัน เราจึงควรสร้างกรรมดีหรือหมั่นทำแต่ความดีในทุก ๆ วัน สิ่งไหนที่ผิดพลาดไปแล้วก็นำมาเป็นบทเรียนและแนวทางในการใช้ชีวิตกัน

ปัญหาสิวที่คอ แก้ได้ ด้วย 6 วิธี

หลายๆคนคงเคยพบปัญหากวนใจที่เรียกว่า ปัญหาสิว แต่สิวนั้นก็คือสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้สิวอาจขึ้นได้หลายตำแหน่งของร่างกาย โดยเฉพาะใบหน้า ลำคอ และหลัง เมื่อเกิดสิวขึ้นแล้วไม่เพียงแต่มาพร้อมความเจ็บปวด แต่สิวยังทำให้เกิดรอยดำรอยแดงตามมาอีกด้วย 

บทความที่เราเรานำมาวันนี้ก็คือ ปัญหาสิวที่คอ แก้ได้ ด้วย 6 วิธี เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่กำลังพบกับปัญหานี้อยู่ หรือสามารถเตรียมพร้อมไม่อยากให้เกิดขึ้น หากเรายังไม่เจอกับปัญหานี้ เราก็ควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้

1.เลือกใช้ครีมที่เหมาะสม
การทาครีมบำรุงต่างๆ บนใบหน้าและลำคอ ควรเลือกครีมที่มี SPF เพื่อช่วยป้องกันแสงแดดที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวที่คอ โดยหากวันไหนมีกิจกรรมที่ต้องเผชิญกับแดด ก็ควรทาครีมที่มีส่วนผสมของ SPF เยอะขึ้นมาหน่อย แล้วจะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดี พร้อมลดปัญหาสิวที่คอได้อย่างแน่นอน

2.เลือกยาสระผมและครีมนวดที่ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน
ซิลิโคนในยาสระผมและครีมนวดจะช่วยทำให้ผมของเรานุ่มลื่น แต่อย่าลืมว่าซิลิโคนนั้นทำให้รูขุมขนของเราอุดตันได้ และเกิดสิวขึ้นมาในที่สุด ดังนั้นจึงควรเลือกยาสระผมและครีมนวดที่ไม่มีซิลิโคนเป็นส่วนผสมจะดีกว่า แล้วปัญหาสิวที่คอจะไม่มากวนใจแน่นอน

3.มัดผมเมื่อผมเริ่มมัน
ช่วงที่สาวๆ ไม่ค่อยได้สระผมหรือนานๆ จะสระผมสักครั้ง ก็มักจะมีปัญหาผมมันตามมา ซึ่งเราไม่ควรปล่อยผมให้ปะบริเวณลำคอมากเกินไป เพราะคราบน้ำมันที่มีในเส้นผมจะทำให้เกิดสิวที่ลำคอได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีควรมัดผมให้เรียบร้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสิวจะดีกว่า

4.ใส่เสื้อผ้าบางๆ
การที่เราใส่เสื้อผ้าหนาไป เมื่อร่างกายเกิดเหงื่อจะทำให้คราบเหงื่อไคล ไหลไปอยู่บริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะลำคอ ซึ่งเมื่อเกิดการสะสมของแบคทีเรียและความอับชื้น จะทำให้เราเกิดสิวได้ ดังนั้นควรเลือกสวมเสื้อผ้าโปร่ง โล่ง สบาย เพื่อลดปัญหาสิวที่ตามมา

5.หากิจกรรมลดความเครียด
สิวที่คอเกิดจากความเครียด ต่อให้รักษาใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ไม่หาย วิธีเดียวที่จะรักษาได้คือการลดความเครียด โดยการหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลาย ซึ่งวิธีนี้อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อยเพื่อปรับฮอร์โมนในร่างกาย แต่รับรองได้ว่าสิวหายแน่นอน

6.ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
หากทำหลายวิธีแล้ว สิวที่คอก็ยังขึ้นอยู่เรื่อยๆ และไม่หายสักที ก็คงต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วล่ะ เพื่อหาแนวทางการรักษาสิวที่คอให้หมดไป พร้อมรับคำแนะนำที่จะช่วยลดการเกิดสิวที่คอได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตามการเกิดสิวไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด เพราะทุกปัญหานั้นมีทางแก้เสมอ ปัญหาสิวที่คอ แก้ได้ ด้วย 6 วิธี ที่เรานำมานั้น ก็เป็นเพียงแนวทางที่ต้องการแนะนำเท่านั้น แต่ในปัจจุบันการใช้แพทย์ทางเลือกเพื่อรักษาสิวก็มีมากมาย โดยสิวที่เกิดขึ้นเราก็ควรพิจารณาดูว่าเกิดจากสาเหตุใด เพื่อจะได้รักษาและป้องกันได้อย่างถูกจุด

Navigation