ผู้สูงอายุ

การดูแลผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มวัยที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะผู้สูงอายุส่วนมากนอกจากจะมีความเสื่อมของร่างกายตามวัยแล้ว ยังอาจมีโรคเรื้อรังที่ต้องการดูแล  ผู้สูงวัย คือ บุคคลอันเป็นที่เคารพรักของลูกหลาน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของทุกคนในครอบครัว ลูกหลานควรดูแลเอาใจใส่ท่านด้วยความรักและความเข้าใจ ถึงแม้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันจะกลายเป็นสังคมเมือง ที่หลายคนต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ แข่งขันกับเวลาโดยเฉพาะคนวัยทำงานอย่างลูกๆ หลานๆ อาจทำให้ไม่ค่อยมีโอกาสได้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน แต่มีสุภาษิตหนึ่งกล่าวไว้ว่า “สายน้ำไม่คอยท่า กาลเวลาไม่คอยใคร” ดังนั้น ลูกหลานทุกคนควรตระหนักถึงคุณค่าของเวลาและหาโอกาสปรนนิบัติท่านให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ท่านมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามวัย เพื่ออยู่กับลูกหลานให้นานที่สุด

ผู้สูงอายุ ตามคำจำกัดความขององค์กรสหประชาชาติ หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สำหรับประเทศไทยได้กำหนดนิยามผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 โดย “ผู้สูงอายุ” หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยนับได้ว่าเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” แล้ว เนื่องจากมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 10 ตามเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติ และนอกจากประชากรผู้สูงอายุจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ปัญหาทางด้านสุขภาพอนามัยที่พบเสมอ คือ การบาดเจ็บจากการหกล้มหรือพลัดตกที่สูง จากสถิติพบว่ามากกว่าครึ่ง หกล้มในตัวบ้านและในบริเวณรั้วบ้าน อาทิ ห้องนอน ห้องครัวและห้องน้ำ

สาเหตุหลักของการหกล้มส่วนใหญ่มาจาก พื้นลื่น สะดุดสิ่งกีดขวาง การเสียการทรงตัว พื้นต่างระดับ หน้ามืดวิงเวียน รวมถึงสาเหตุจากสิ่งแวดล้อมอย่างถูกกระแทกหรือตกบันได ซึ่งภายหลังการพลัดตกหกล้มแล้ว ประมาณครึ่งหนึ่งมีอาการฟกช้ำ รองลงมาคือมีอาการปวดหลัง และรุนแรงจนกระดูกหัก รวมทั้งเกิดความพิการ และเสียชีวิตตามมา

ปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

1.ความเสื่อมของสติปัญญาเนื่องจากเซลล์สมองจะน้อยลง ขาดประสิทธิภาพ เนื่องจากเลือดไหลเวียนสมองน้อยลงและภาวะขาดอาหารและวิตามินบางชนิด ผู้สูงอายุจะมีความจำเสื่อม หลงลืม นอนไม่หลับ ภาวะสมองเสื่อมอาจนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ เช่น การพลัดหลง, อุบัติเหตุ, การขาดอาหาร, การติดเชื้อ ฯลฯ

2.ภาวะซึมเศร้าเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเรื้อรังทางกาย ขาดสมรรถภาพ และขาดความเอาใจใส่จากญาติพี่น้อง ผู้ป่วยจะมีอาการหลายอย่าง ได้แก่ ความผิดปกติของการนอน ขาดความสนใจ รู้สึกผิด ขาดสมาธิ เบื่ออาหาร ถ้ามีอาการรุนแรงอาจมีความคิดฆ่าตัวตาย

3.อาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้การอักเสบของทางเดินปัสสาวะ ช่องคลอด หรือทางเดินปัสสาวะฝ่อและอักเสบ และผลข้างเคียงของการใช้ยาและรักษาหลายโรค เช่น ยาคลายเครียด ยารักษาอาการซึมเศร้า หรือยารักษาความดันบางชนิด ยาขับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมาก ก็อาจทำให้ปัสสาวะไม่ทันได้ นอกจากนี้ยังมีภาวะปัสสาวะไม่สะดวกเรื้อรัง ซึ่งเป็นผลจากความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ

4.การหกล้มโดยเฉพาะเพศหญิง อัตราการหกล้มสูงถึง 30% ในแต่ละปี และสัดส่วนจะสูงขึ้นตามอายุการทรงตัวจะเสียไป และทำให้เซ่ได้ง่ายในผู้สูงอายุ ทำให้หกล้มได้ง่าย สาเหตุทำให้เกิดการหกล้ม เช่น เลือดไหลเวียนสมองน้อยลง อัมพาต ปอดบวม หัวใจขาดเลือด การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น พื้นลื่น เป็นต้น ยาและแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุเสริมที่พบได้บ่อย นอนไม่หลับปัสสาวะไม่ทัน เท้าและอาการบวมก็เป็นปัญหาได้

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

การออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างเสริมให้ร่างกายคงไว้ซึ่งสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย การออกกำลังกาย ช่วย เสริม สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และระบบไหลเวียนโลหิต รวมทั้งสร้างเสริมทักษะทางกีฬา การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่นโรคหัวใจ, โรคระบบไหลเวียนโลหิต, เบาหวาน, และโรคอ้วน นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยสร้างเสริมสุขภาพจิตและลดความเครียดได้

ประโยชน์ต่อสุขภาพ

1.ระบบไหลเวียนโลหิต

1.1 ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงมากขึ้น สามารถสูบฉีดโลหิตได้ปริมาณมากขึ้น

1.2 เพิ่มหลอดโลหิตฝอยมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น

1.3 ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ทั้งในขณะพัก และออกกำลังกาย ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย

1.4 ลดแรงต้านทานส่วนปลายของหลอดโลหิตฝอยทำให้ความดันโลหิตลดลงทั้งขณะพัก และออกกำลังกายลด ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

2.ระบบหายใจ

2.1 ความจุปอดเพิ่มขึ้น ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนมากขึ้น

2.2 เพิ่มปริมาณโลหิตไปสู่ปอด ทำให้การไหลเวียนของปอดดีขึ้น

2.3 เพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซที่ปอด ทำให้ประสิทธิภาพการหายใจดีขึ้น

3.ระบบชีวเคมีในเลือด

3.1 ลดปริมาณคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) จึงลดอัตราเสี่ยงต่อ โรคหลอด เลือดหัวใจอุดตัน และโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน

3.2 เพิ่ม HDL Cholesterol ซึ่งช่วยลดการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

3.3 ลดน้ำตาลส่วนเกินในเลือด เป็นการช่วยป้องกันโรคเบาหวาน

ชนิดของกเต้นแอโรบิกเพื่อสุขภาพ

1.เต้นแอโรบิก เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากอย่างหนึ่ง เหมาะสมกับทุกเพศและทุกวัย ให้ความสนุกสนานเพลินเพลิน เกิดผลดีกับระบบหายใจและไหลเวียนเลือด ความแข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ความคล่องตัว และความอ่อนตัวอีกด้วย การปฏิบัติควรเต้นอย่างต่อเนื่องให้ได้อย่างน้อยวันละ 20-30 นาทีอย่างสม่ำเสมอ

2.การเต้นเหยาะ ๆหรือการกระโดดเชือก (ลงเท้าคู่) อย่างต่อเนื่องให้ได้อย่างน้อยวันละ 10 – 15 นาที

3.โยคะก็คือการบริหารร่างกายในท่าตาง ๆ ร่วมกับการหายใจเข้า-ออก จน จิตกับร่างกายรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การฝึกโยคะจะเป็นการช่วยบริหารกล้ามเนื้อ ตับ ไต เส้นเลือด หัวใจ ปอด ม้าม และข้อต่อกระดูกสันหลังช่วยบริหารให้ร่างกายให้แข็งแรง ทรวดทรงดี สุขภาพจิตดี ร่าเริง แจ่มใส และยังช่วยบำบัดอาการเจ็บป่วยบางอย่างได้

4.เล่นกีฬาที่ชอบหรือถนัดและเกมต่าง ๆ ได้แก่ ฟุตบอล บาสเกตบอล เทนนิส แบดมินตัน วิ่งเปี่ยว ชักเย่อกระโดดเชือก และยกน้ำหนัก เป็นต้น แต่ควรจะมีการดัดแปลงเทคนิคต่าง ๆ ให้สะดวกง่าย และปลอดภัยต่อการเล่นมากที่สุด เหมาะสมกับเพศ วัย และสภาพร่างกาย การปฏิบัติควรเล่นให้ได้อย่างน้อยวันละ 60-90 นาที

5.งานอาชีพงานอดิเรกและงานบ้านที่ใช้แรงงานเป็นการออกกำลังกายที่สามารถดัดแปลงให้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้ แต่ต้องทำด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน การปฏิบัติควรให้ทำงานนั้น ๆ ต่อเนื่องในอัตราที่หนักพอคือให้รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้น และหายใจ แรงขึ้นเป็นเวลานาน 10 นาทีขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีต่อวัน ควรเป็นช่วงเวลาเดี่ยวกันทุกวันารออกกำลังกายที่แบ่งตามวิธีการเล่น ได้แก่

 

กินอย่างไรใส่ใจสุขภาพ

ใส่ใจอาหารการกินมากขึ้น เสริมความ healthy ได้อย่างเต็มร้อย

กินอย่างไรใส่ใจสุขภาพ ทุกคนเคยประสบปัญหาทานข้าวน้อยลง แต่ทำไมน้ำหนักไม่เคยลดลงเลย ทั้งๆที่ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน อีกทั้งสุขภาพโดยรวมกลับแย่ลงด้วยซ้ำ ทั้งโรคในระบบหลอดเลือดและ หัวใจ เช่น ความลันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบตันเป็นต้น

ศึกษาเรื่องอาหารต่างๆ ทั้ง 5 หมู่ คือ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ และวิตามิน ที่รับประทานดูว่าเมหาะสมหรือไม่กับสุขภาพโดยรวมของท่านแล้วหรือยัง

อาหารที่แนะนำ อาหารที่ไม่มีประโยชน์ อาหารที่ไม่ผ่าน อย. อาหารที่ไม่ผ่านขบวนการฟอกสี และอาหารที่ดิบ อาหารที่ขึ้นสดๆ โดยเฉพาะ หมูที่รับประทาบดิบ

อาหารที่ควรหลักเลี่ยง อาหารที่ผ่านขบวนการผอกสี หรือขัดมักจะมีการสูญเสียวิตามิน และเกลือแร่ที่สำคัญไปด้วย ยิ่งหากมีการเติมสารอื่นๆ เข้าไปร่วมด้วย เช่นน้ำตาลหรือสารให้ความหวานอื่นก็จะทำให้สูขภาพโดยรวมแย่อีก

ไม่พลาดมื้อเช้า

อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะจะทำให้ร่างกายมีความสดชื่นและมีพลังที่พร้อมจะเริ่มชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งต้องบอกเลยว่าห้ามพลาดมื้อเช้าเด็ดขาด

ทำกับข้าวด้วยน้ำมันมะกอก

การทำกับข้าวด้วยน้ำมันมะกอก จะช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายจากไขมันได้ดีที่สุด เพราะน้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ แม้จะมีราคาแพงแต่ก็คุ้มค่ามากทีเดียว แถมไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย

ดื่มน้ำชาบำบัด

การดื่มชาบำบัด จะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารได้มากถึง 30% และสามารถบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ซึ่งชาบำบัดที่ว่านี้จะต้องไม่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม ได้แก่ ชาเขียว ชาอู่หลงและชาดำนั่นเอง

ทานผักหลายสี

ผักมีประโยชน์ก็จริง แต่ควรเลือกทานให้ครบทุกสี เพราะแต่ละสีนั้นล้วนมีประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหากได้รับวิตามินจากผักผลไม้ครบทุกสีล่ะก็ จะทำให้ภูมิคุ้มกันสูงขึ้น และต้านโรคภัยต่างๆ ได้ดีแน่นอน

เลี่ยงการทานขนมคบเคี้ยว

ขนมขบเคี้ยว ล้วนเป็นตัวการของความอ้วนและเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น จึงไม่ควรทานมากเกินไป อาจทานเพื่อแก้เครียดได้บ้าง แต่ก็ควรจำกัดปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวันเช่นกัน

เน้นโปรตีนที่ย่อยง่าย

เปลี่ยนจากโปรตีนย่อยยากจากเนื้อสัตว์ มาทานโปรตีนย่อยง่ายแทน ซึ่งนอกจากจะทำให้กระเพาะอาหารไม่ต้องทำงานหนักเกินไปแล้ว ก็ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นๆ อีกด้วย

ดื่มน้ำมากๆ

เพราะน้ำมีส่วนช่วยในการสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย และสามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ได้ดี จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว โดยจิบบ่อยๆ ตลอดวัน

เสริมแคลเซียมด้วยการดื่มนม

ร่างกายจะมีความแข็งแรงและห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนมากขึ้น เมื่อได้รับแคลเซียมเสริม ดังนั้นจึงควรดื่มนมเพื่อเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายเป็นประจำ และควรเป็นนมจืดที่ไม่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม

ทานธัญพืชเป็นหลัก

ธัญพืชเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งดูอ่อนเยาว์ และบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นจึงควรเน้นการทานธัญพืชเป็นหลัก

ไม่ยากเลยใช่ไหมเอ่ย กับการใส่ใจในอาหารการกินให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยบำรุงสุขภาพและซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรอได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคร้ายต่างๆ ได้อีกต่างหาก สาวๆ คนไหนที่รักสุขภาพ ห้ามพลาดที่จะดูแลตัวเองด้วยวิธีเหล่านี้เด็ดขาด

พืชสมุนไพร

พืชสมุนไพร

พืชสมุนไพร เป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยมานับพันปี แต่เมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันเริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านเรา สรรพคุณและคุณค่าของสมุนไพรอันเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าภูมิปัญญาโบราณก็เริ่มถูกบดบังไปเรื่อยๆ  และถูกทอดทิ้งไปในที่สุด
ความจริงคนส่วนใหญ่ก็พอรู้ๆ กันว่า สมุนไพรไทยเป็นสิ่งที่มีคุณค่าใช้ประโยชน์ได้จริง และใช้ได้อย่างกว้างขวาง แต่เป็นเพราะว่าเราใช้วิธีรักษาโรคแผนใหม่มานานมากจนวิชาแพทย์แผนโบราณที่มีสมุนไพรเป็นยาหลักถูกลืมจนต่อไม่ติด

ภาครัฐเริ่มกลับมาเห็นคุณค่าของสมุนไพรไทยอีกครั้งด้วยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2535 ว่า  ” ให้มีการผสมผสานการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเข้ากับระบบบริการสาธารณสุขของชุมชนอย่างเหมาะสม”

บทความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในคำนำของหนังสือ “สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด” ซึ่งเภสัชกรหญิงสุนทรี สิงหบุตรา เภสัชกรด้านเภสัชสาธารณสุข  หัวหน้าฝ่ายวิชาการ กองเภสัชกรรม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้รวบรวมและเรียบเรียง ได้บันทึกไว้ ซึ่งต่อมาทางสำนักอนามัยฯ ได้นำหนังสือดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อใช้ประโยชน์ในงานของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ  การนี้ ทางโครงการฯ เห็นว่าเนื้อหาในหนังสือมีคุณค่าและให้ประโยชน์กับผู้ที่ร่วมงานกับโครงการฯ รวมถึงบุคคลทั่วไป จึงได้นำขึ้นเผยแพร่ในเวบไซต์โครงการฯ
จึงหวังว่าผู้ที่เข้ามาหาข้อมูลและได้อ่านเรื่องต่างๆ ในเวบไซต์นี้คงได้รับความรู้และอาจนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองหรือบุคคลรอบข้างได้ไม่มากก็น้อย..

กลุ่มยาลดไขมันในเส้นเลือดกีระเจี๊ยบแดง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 50-180 ซม. มีหลายพันธุ์ ลำต้นสีม่วงแดง ใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ 3 หรือ 5 แฉก กว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสีม่วงแดง เกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ มีกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มไว้
สรรพคุณ :

  • กลีบเลี้ยงของดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล

1.   เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้ำหนักด้วย

2.   ลดความดันโลหิตได้โดยไม่มีผลร้ายแต่อย่างใด

3.   น้ำกระเจี๊ยบทำให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง

4.   ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดี

5.   น้ำกระเจี๊ยบยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เป็นการช่วยลดความดันอีกทางหนึ่ง

6.   ช่วยย่อยอาหาร เพราะไม่เพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ

7.   เพิ่มการหลั่งน้ำดีจากตับ

8.   เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพราะมีกรดซีตริคอยู่ด้วย

  • ใบ  แก้โรคพยาธิตัวจี๊ด ยากัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำคอ ให้ลงสู่ทวารหนัก
  • ดอก  แก้โรคนิ่วในไต แก้โรคนิ่วในกระเพราะปัสสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเส้นเลือด กัดเสมหะ ขับเมือกในลำไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก
  • ผล  ลดไขมันในเส้นเลือด แก้กระหายน้ำ รักษาแผลในกระเพาะ

เมล็ด  บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ดีพิการ ขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด

ต้นกำเนิดกัญชา

ต้นกำเนิดและสายพันธ์กัญชา

ต้นกำเนิดกัญชา เป็นพืชดั้งเดิมที่มีอยู่มากในทั่วโลกซึ่งขึ้นอยู่ในเขตอบอุ่นของทวีปเอเชียและยูโรป จากการสันนิษฐานว่ามีการกระจายพันธุ์เป็นบริเวณกว้างอยู่ทางตอนกลางของทวีป ตั้งแต่ทะเลสาบแคสเปียนจนถึงทางตอนใต้ของเทือกเขาหิมาลัยและทางตะวันตกของไซบีเรีย เป็นพืชที่ได้รับการบันทึกไว้ในเอกสารเก่าโบราณหลายเล่มว่ามีการปลูกเพื่อใช้ประโยชน์เป็นพืชเส้นใยและปลูกเป็นพืชเสพติดมาแต่ดึกดำบรรพ์ ในประเทศจีนมีการใช้เส้นใยเพื่อถักทอมาตั้งแต่ 5,000-4,000 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาในศตวรรษแรก จึงมีการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากเส้นใยมาทำกระดาษ ในประเทศยุโรป มีการใช้ประโยชน์จากพืชมาตั้งแต่ 700 ปีก่อนคริสตศักราช ส่วนใหญ่ใช้ทำเป็นเชือกเพื่อการล่าสัตว์ ในช่วงศตวรรษที่ 14 ถึงศตวรรษที่ 15 ในประเทศอิตาลีมีการปลูกพืชกัญชากันมากเพื่อนำเส้นใยมาทำเชือกใช้ในเรือเดินทะเลเนื่องจากมีความเหนียวและทน นอกจากนี้ พบว่า มีการปลูกพืชกัญชากระจายไปทั้งในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้อีกด้วย

สายพันธ์กัญชา

กัญชา เป็นพืชสกุล Cannabis อยู่ในวงศ์ Cannabaceae มี 3 สายพันธุ์ที่พบบ่อย ได้แก่ สายพันธุ์ซาติวา (Cannabis sativa) สายพันธุ์อินดิกา (Cannabis indica) และสายพันธุ์รูเดอราลิส (Cannabis ruderalis) ส่วนคำว่ามาลีฮวนน่า (Marijuana) เป็นคำแสลงที่ใช้ส่วนดอกของต้นกัญชานำมาสูบ

ซาติวา (Cannabis sativa)
เป็นภาษาละติน แปลว่า เพาะปลูก ตั้งโดย คาโรรัส ลินเนียส Carolus Linnæus หรือ Carl Linnaeus) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน โดยจัดวงศ์พืชชนิดนี้ไว้เมื่อปี ค.ศ. 1753 (พ.ศ. 2296) มีแหล่งกำเนิดบริเวณเส้นศูนย์สูตร เช่น โคลัมเบีย เม็กซิโก (ทวีปอเมริกา) ตอนกลางของทวีปแอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซาติวามีลำต้นหนา ความสูงเมื่อเติบโตเต็มที่ประมาณ 6 เมตร ใบยาว เรียว สีเขียวอ่อน (เมื่อเทียบกับอินดิกา) ระยะเวลาการเติบโตพร้อมเก็บเกี่ยว 9-16 สัปดาห์ ชอบแดดและ อากาศร้อน ซาติวามีสาร THC (Tetrahydrocannabinol) ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท (Psychoactive) สูงกว่าอินดิกา

อินดิกา (Cannabis indica)
ผู้ค้นพบสายพันธุ์นี้คือ ฌอง-แบ๊บติสท์ ลามาร์ค (Jean-Baptiste Lamarck) ทหารนักชีววิทยา ชาวฝรั่งเศส ผู้ตั้งชื่อและตีพิมพ์ความรู้เรื่องกัญชาสายพันธุ์นี้ในปี ค.ศ. 1785 (พ.ศ. 2328) กัญชาสายพันธุ์อินดิกาได้ชื่อตามแหล่งกำเนิดที่ค้นพบในอินเดียและบริเวณตะวันออกกลาง

อินดิกามีลำต้นพุ่มเตี้ย ความสูงเมื่อเติบโตเต็มที่ประมาณ 180 เซนติเมตร ใบกว้าง สั้น สีเขียวเข้ม (เมื่อเทียบกับซาติวา) กิ่งก้านดกหนา ระยะเวลาการเติบโตพร้อมเก็บเกี่ยว 6-8 สัปดาห์ ชอบที่ร่มและอากาศเย็น อินดิกามีสาร CBD (Cannabidiol) ซึ่งออกฤทธิ์ระงับ ประสาท (Sedative) ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ลดอาการปวดเรื้อรัง

ประโยชน์ของสาร THC และ CBD ในกัญชา

  • สาร CBD มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ ลดการชักเกร็ง ช่วยให้สงบ ผ่อนคลาย และมีคุณสมบัติยังยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกหลายชนิดในหลอดทดลอง
  • สาร THC มีผลต่อจิต ประสาท ทำให้ผ่อนคลาย นอนหลับ ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และกระตุ้นให้อยากอาหาร

 

บุหรี่

สารพิษในบุหรี่

บุหรี่ มีส่วนประกอบประมาณ 600 ชนิด เมื่อถูกเผา สร้างสารเคมีมากกว่า 7,000 ชนิด เป็นที่ทราบกันดีว่าสารเคมีเหล่านี้อย่างน้อย 69 ชนิดก่อให้เกิดมะเร็ง และสารเคมีหลายชนิดเป็นพิษสารเคมีเหล่านี้จำนวนมากพบได้ในสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีฉลากเตือน เช่น บรรจุภัณฑ์พิษจากหนู แม้ว่าประชาชนจะได้รับคำเตือนเกี่ยวกับอันตรายของสารพิษในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ แต่ก็ไม่มีคำเตือนสำหรับสารพิษในควันต่อไปนี้คือสารเคมีบางส่วนในควันบุหรี่และสถานที่อื่นๆ ที่พบ:

อะซิโตน—พบได้ในน้ำยาล้างเล็บ

กรดอะซิติก—ส่วนผสมในยาย้อมผม

แอมโมเนีย—น้ำยาทำความสะอาดทั่วไปในครัวเรือน

สารหนู—ใช้ในพิษหนู

เบนซิน—พบได้ในยางซีเมนต์และน้ำมันเบนซิน

บิวเทน—ใช้ในของเหลวที่เบากว่า

หากคุณเป็นคนสูบบุหรี่ คุณอาจพยายามไม่นึกถึงสารเคมีในบุหรี่ สารพิษ โลหะที่เป็นพิษ และสารก่อมะเร็งจะเข้าสู่กระแสเลือดของคุณทุกครั้งที่กิน สารเคมีเหล่านั้นส่งผลต่อทุกอย่างตั้งแต่ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจไปจนถึงสุขภาพของอวัยวะและระบบภูมิคุ้มกันของคุณ พิจารณาสารเคมีอันตรายบางชนิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนและผลกระทบต่อสุขภาพของคุณสารเคมีอากาศที่ปนเปื้อนด้วยควันเป็นอันตรายต่อทุกคนที่หายใจเข้าไป ไม่ว่าจะสูบหรือไม่ก็ตาม นี่คือสารเคมีที่คุณสัมผัสได้จากควันบุหรี่สารก่อมะเร็งหมายถึงสารใด ๆ ที่สามารถก่อให้เกิดหรือทำให้มะเร็งรุนแรงขึ้น สารเคมีในบุหรี่ประมาณ 70 ชนิดก่อให้เกิดมะเร็ง2เบนซินสามารถพบได้ในยาฆ่าแมลงและน้ำมันเบนซิน มีอยู่ในระดับสูงในควันบุหรี่และคิดเป็นครึ่งหนึ่งของการสัมผัสสารเคมีอันตรายของมนุษย์ทั้งหมดฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารเคมีที่อยู่ในรูปของเหลว ใช้เพื่อรักษาศพ ในรูปก๊าซ มีหน้าที่ในการระคายเคืองจมูก ลำคอ และดวงตาบางส่วนที่ผู้สูบประสบเมื่อสูดดมควันไวนิลคลอไรด์เป็นสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งใช้ทำพลาสติก ผู้สูบสัมผัสกับมันผ่านตัวกรองบุหรี่ สารก่อมะเร็งและสาเหตุของมะเร็งโลหะเป็นพิษโลหะที่เป็นพิษ/หนักคือโลหะและสารประกอบโลหะที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราเมื่อถูกดูดซึมหรือสูดดม ในปริมาณที่น้อยมาก โลหะเหล่านี้บางชนิดสามารถช่วยชีวิตได้ แต่เมื่อรับประทานในปริมาณมาก อาจเป็นพิษได้สารหนูมักใช้ในยาพิษหนู สารหนูพบทางเข้าสู่ผ่านสารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดที่ใช้ในการทำไร่ยาสูบแคดเมียมเป็นโลหะหนักที่เป็นพิษซึ่งใช้ในแบตเตอรี่ ผู้สูบมักมีแคดเมียมในร่างกายมากกว่าผู้ไม่สูบถึงสองเท่าโลหะเป็นพิษจากกัมมันตภาพรังสีมีโลหะที่เป็นพิษอยู่สองสามตัวในควันที่เป็นอันตรายต่อผู้ที่หายใจเข้าไปเพราะมันมีกัมมันตภาพรังสี ตะกั่ว-210 (Pb-210) และพอโลเนียม-210 (Po-210) เป็นโลหะหนักที่มีกัมมันตภาพรังสีที่เป็นพิษซึ่งการวิจัยพบว่ามีอยู่ในควัน

 

 

ผัก

ประโยชน์ของผัก

ผัก อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุใยอาหารและสารพฤกเคมี ช่วยเสริมสร้าง ควบคุมการทำงาน และช่วยควบคุมการไหลเวียนของของเหลวในร่างกาย หลักแล้วสารอาหารที่มีอยู่สามารถแบ่งได้คร่าวๆดังนี้มีวิตามินซีได้แก่ คะน้า กะหล่ำปลี ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศสีดา ผักกวางตุ้ง ข้าวโพดอ่อน ชะอม บร็อคโคลี่ ดอกกะหล่ำ

  • ช่วยเพิ่มความต้านทานโรคหวัดเจ็บคอ ภูมิแพ้
  • ใช้ผลิตคอลลาเจน ช่วยให้เซลล์เกาะกันทำให้ผิวพรรณเต่งตึงสดใส
  • ช่วยเม็ดเลือดแดงต่อสู้กับเชื้อโรค เป็นแผลหายเร็ว
  • ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียมของร่างกายเป็นไปด้วยดี
  • เบต้าแคโรทีนและวิตามินเอในผัก

เบต้าแคโรทีนได้แก่  บร็อคโคบลี่ แครอท มะเขือเทศ ฟักทอง
วิตมินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ตำลึง (ใบและยอดอ่อน) ผ มะระ (ยอดอ่อน)       ใบบัวบก ใบเหรียง กระเจี๊ยบเปรี้ยวหรือกระเจี๊ยบแดง (ใบ) ใบแมงลัก ชะอม (ยอด) พริกชี้ฟ้าแดง แพงพวย ปลัง ขี้เหล็ก (ดอก)

  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวทำลายเซลล์ ในร่างกาย
  • ช่วยในระบบสายตาและการมองเห็น
  • ช่วยทำให้เนื้อเยื่ออ่อนของเซลล์ และผิวหนังชุ่มชื้น
  1. ประโยชน์ของผักมีสารอาหารและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมากมายหลายชนิดดังนั้นการที่คุณไม่รับประทานผัก ร่างกายของคุณจึงไม่แข็งแรงและมีปัญหาสุขภาพบ่อย ๆ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินต่าง ๆ มากมายทั้งวิตามินซี ซึ่งช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย จึงทำให้เราไม่ป่วยง่าย หมอจึงนิยมให้เรารับประทานวิตามินซีเวลาที่เราเป็นหวัด นอกจากนี้คุณสาว ๆ ที่อยากสวย ผิวพรรณดีก็ต้องรับประทานวิตามินซีอีกเช่นเดียวกันและสามารถได้รับวิตามินซีง่าย ๆจากการรับประทานผักนั่นเอง นอกจากนี้ใครที่ความจำสั้น อะไร ๆ ก็ลืมง่าย สมาธิไม่มี การรับประทานสามารถช่วยคุณได้ เพราะบางชนิดมีวิตามินบี1 และ วิตามินบี 2 อยู่ด้วย ดังนั้นหลังจากที่รับประทานผักแล้วรับรองว่าการทำงานของสมองและระบบประสาทของคุณประมวลผลไวแน่นอน
  2. ประโยชน์ของผักช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายประโยชน์ที่เราเห็นได้ชัดที่สุด ที่ใครๆ ก็พูดถึงกัน ก็คือ การช่วยให้ระบบขับถ่ายของเรานั้นทำงานได้อย่างเป็นปกติ เรียกว่าโล่งโปร่งสบายกันเลยทีเดียว และยังมีส่วนช่วยในการขับของเสียออกจากร่างกาย เนื่องมาจากผักบางชนิดมีวิตามินบี 3 หรือ ไนอาซิน ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีส่งผลให้ระบบขับถ่ายดีตามไปด้วย เมื่อระบบขับถ่ายเป็นปกติ สุขภาพและผิวพรรณของเราก็ดีไปอีก นับว่ารับประทานผักอย่างเดียวได้ประโยชน์สามทอดสี่ทอด คุ้มไหมหละ

 

 

วิตามินซี

ประโยชน์ของวิตามินซี

วิตามินซี ( Vitamin C ) มีมากในฝรั่ง ฝรั่ง คือ ผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีปริมาณของวิตามินซีสูงมาก โดยพบว่าฝรั่ง 100 กรัมจะมีวิตามินซีมากถึง 228 มิลลิกรัมเลยทีเดียว ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราควรจะได้รับวิตามินซีขั้นต่ำ 60 มิลลิกรัม การทานฝรั่งเพียงลูกเดียวจึงให้วิตามินซีที่เพียงพอสำหรับร่างกาย และนอกจากนี้วิตามินก็เป็นวิตามินชนิดที่สามารถละลายน้ำได้อีกด้วย ทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก

ประโยชน์ของวิตามินซี

– ช่วยสังเคราะห์คอลลาเจนที่มีความจำเป็นต่อโครงสร้างส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะการเสริมสร้างผิวหนัง เส้นเอ็น กระดูกอ่อน เป็นต้น พร้อมทั้งช่วยชะลอวัยให้ดูเด็กกว่าวัยอีกด้วย

– ช่วยสร้างคาร์นิทีน ( Carnitine ) ที่เป็นกรดอะมิโนจำเป็น โดยกรดอะมิโนประเภทนี้จะทำหน้าที่ในการนำไขมันเข้าไปสู่เซลล์ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อสังเคราะห์สารสื่อประสาทและช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กให้ดีขึ้นอีกด้วย

– ช่วยป้องกันไข้หวัด โดยพบว่าหากได้รับวิตามินวันละ 1,000 มิลลิกรัมจะสามารถเสริมภูมิต้านทานต่อไข้หวัดได้ และยังมีคุณสมบัติที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระพร้อมเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้ดีอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของการป้องกันไข้หวัดก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าวิตามินซีสามารถป้องกันได้จริงหรือไม่ แต่ที่เห็นได้ชัดก็คือ จะช่วยให้ไข้หวัดหายเร็วขึ้นและสามารถลดความรุนแรงของอาการป่วยลงได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่าในฝรั่งจะมีวิตามินซีสูงมากและมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะช่วยเสริมโครงสร้างของร่างกายให้แข็งแรง กระตุ้นการดูดซึมธาตุเหล็ก ช่วยเร่งการทำงานของระบบประสาท พร้อมทั้งบำรุงผิวให้เนียนนุ่มน่าสัมผัส เรียกได้ว่าเป็นผลไม้ที่มากไปด้วยประโยชน์จริงๆ แถมฝรั่งยังออกผลให้ได้รับประทานกันตลอดปีอีกด้วย เพราะฉะนั้นใครอยากมีสุขภาพดี ห้ามพลาดกับการเสริมวิตามินให้กับร่างกายด้วยการทานฝรั่งเด็ดขาดไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซล เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับ เส้นเอ็น และคอลลาเจน ก็มีผลมาจากปริมาณ วิตามิน ในร่างกายและยังมีฤทธิ์ในการเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ดี จึงสามารถป้องกันการทำลายเซลจากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรที่จะรับประทานร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน ฟลาโวนอย เป็นต้น

ประโยชน์ของพริกชี้ฟ้าและข้อควรระวัง

พริกชี้ฟ้า เป็นพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในเกือบทุกครัวเรือน เพราะนอกจากความเผ็ดร้อนแล้ว พริกชี้ฟ้ายังมีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง ในประเทศไทยมีปลูกกันหลากหลายสายพันธุ์ สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายเมนู เราลองมาทำความรู้จักกับพริกชี้ฟ้าเพิ่มเติมกันเลยดีกว่า

พริกชี้ฟ้า เป็นพริกอีกหนึ่งชนิดที่ได้รับความนิยมในการนำมาประกอบเมนูอาหารแทบทุกเมนู โดยให้รสชาติเผ็ดร้อนแบบกำลังดี ไม่เผ็ดมากจนเกินไปเมื่อเทียบกับพริกขี้หนู พริกชนิดนี้เป็นพืชที่ปลูกและเจริญเติบโตได้ง่าย พริกชี้ฟ้าเจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ แต่ได้มีการนำมาปลูกกันทั่วโลกในปัจจุบัน และเนื่องจากมีสรรคุณทางยามากมาย จึงสามารถนำมาใช้บำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี

คุณค่าทางโภชนาการของพริกชี้ฟ้า
ในพริกชี้ฟ้า 100 กรัม ประกอบไปด้วยพลังงาน 129 แคลอรี่ น้ำ 63.8 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 1.5 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม ใยอาหาร 2.2 วิตามินเอ 1917 หน่วยสากล วิตามินบี1 0.07 มิลลิกรัม วิตามินบี2  0.01 มิลลิกรัม วิตามินบี3  0.1 มิลลิกรัม วิตามินซี 204 มิลลิกรัม แคลเซียม 103 กรัม ธาตุเหล็ก 0.5 กรัม ฟอสฟอรัส 27 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของพริกชี้ฟ้า
พริกชี้ฟ้ามีประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายหลายด้าน โดยมีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันมะเร็ง และยังมีดีอะไรอีกบ้างนั้น เรามาดูสรรพคุณแต่ละด้านของพริกชี้ฟ้ากันเลย

1.เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
ในพริกชี้ฟ้ามีวิตามินเอและวิตามินซีสูง ซึ่งวิตามินทั้ง 2 ชนิด เป็นสารอาหารที่จะช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยในการป้องกันไข้หวัดได้เป็นอย่างดี ในพริกชี้ฟ้ายังมีสารเบต้าแคโรทีนรวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระ จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้น

2.ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
จากการศึกษาพบว่า สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกชี้ฟ้าจะช่วยยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส ซึ่งได้มีการทดลองกับกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 10 คน โดยให้ดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม หลังจากนั้นจึงทำการเจาะเลือดเก็บข้อมูล ก่อนดื่มและหลังดื่ม 15 นาที กระทั่งเวลา 30 นาที และ 60 นาที ในวันต่อมา ก็ให้กลุ่มอาสาสมัครดื่มน้ำตาลกลูโคสเหมือนเดิม แต่ให้เพิ่มการทานพริกเข้าไป ซึ่งพบว่าระดับน้ำตาลในวันที่มีการทานพริกชี้ฟ้าเข้าไปด้วย มีระดับต่ำกว่าวันที่ไม่ทานพริกชี้ฟ้าประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ จึงสรุปได้ว่า การทานพริกชี้ฟ้า มีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

3.ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
ระบบการไหลเวียนเลือดจะทำงานดีขึ้น หากทานพริกเป็นประจำ เนื่องจากสารแคปไซซิน จะช่วยลดการหดตัวของหลอดเลือด ส่งผลทำให้หลอดเลือดขยายตัว ทำหน้าที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้เป็นอย่างดี ในพริกยังมีสารเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอสูง ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่น ส่งเสริมการสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดหลอดเลือดอุดตันได้

4.ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล
ได้มีการทดลองให้ผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง ทานพริกชี้ฟ้าวันละ 5 กรัม และให้ทานอาหารตามปกติในระยะเวลา 4 สัปดาห์ แล้วจึงนำผลมาเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ทานพริกชี้ฟ้า จากการทดลองพบว่า ผู้ป่วยที่ทานพริกชี้ฟ้า จะมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีคงที่ แต่มีระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ทานพริกชี้ฟ้าเลย จะมีระดับคอเลสเตอรอลทั้งหมดสูงขึ้น ดังนั้นการทานพริกชี้ฟ้าจึงช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี โดยที่ยังคงสามารถช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีให้คงที่ สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกชี้ฟ้า ยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ทำให้มีระดับไตรกลีเซอไรด์ที่ต่ำลงอีกด้วย

5.ป้องกันโรคโลหิตจาง
โรคโลหิตจาง มีสาเหตุหลักเกิดจากการขาดธาตุเหล็กในร่างกาย เพราะธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในการสร้างเม็ดเลือด โดยจะช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งฮีโมโกลบินให้มีปริมาณมากขึ้น ในพริกชี้ฟ้ามีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีทองแดง ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในพริกชี้ฟ้ายังมีกรดโฟลิกที่จะทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแข็งแรง นอกจากนี้ พริกชี้ฟ้ายังช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้ด้วย

6.ป้องกันโรคมะเร็ง
วิตามินซีที่อยู่ในพริกชี้ฟ้า มีส่วนช่วยป้องกันการสร้างไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร มีส่วนช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติหยุดยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ดังนั้นวิตามินซีที่มีอยู่มากในพริก จึงช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ดี นอกจากนี้ ในพริกยังเต็มไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน เรารู้จักกันดีว่าสารเบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ ช่วยทำลายมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอดและมะเร็งช่องปาก

7.ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
เพียงแค่ทานพริกชี้ฟ้าอย่างเป็นประจำ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจได้แล้ว พริกชี้ฟ้ามีคุณสมบัติช่วยลดการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด มีส่วนช่วยละลายลิ่มเลือด ทำให้เลือดไม่จับตัวกันเป็นก้อน จนทำให้หลอดเลือดอุดตัน การทานพริกชี้ฟ้ายังคงช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ให้ต่ำลง และทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง

ข้อควรระวัง
การกินพริกชี้ฟ้า มีข้อควรระวังเช่นกัน เนื่องจากพริกก็ทำให้เกิดสิวได้ เพราะมีคุณสมบัติขับของเสียออกจากร่างกาย ของเสียจะถูกขับออกมาทางผิวหนังในรูปแบบเหงื่อ หากเราทำความสะอาดผิวไม่ดีเพียงพอ อาจก่อให้เกิดการอุดตันและทำให้ผิวเกิดการอักเสบหรือเป็นสิวขึ้นได้ง่ายนั่นเอง

สำหรับผู้ที่ไม่เคยทานเผ็ด ให้ระวังความเผ็ดของพริกที่มากกว่าปกติ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ไม่ควรทานพริก เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น พริกชี้ฟ้าเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลายด้าน ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง มีวิตามินซีสูง เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการถูกทำลาย นอกจากนี้ พริกชี้ฟ้ายังช่วยเพิ่มรสชาติในอาหาร ช่วยทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยมากยิ่งขึ้น

สายพันธุ์ของปลาหมึก

ปลาหมึกถือว่าเป็นหนึ่งในวัตถุดิบทำอาหารที่ได้รับความนิยมสูง เป็นอาหารทะเลที่ผู้คนชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะให้รสชาติที่สด กรอบ อร่อย และสามารถนำไปทำเมนูต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแค่เพียงการนำไปย่าง นำไปนึ่งเพื่อมารับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็ให้รสชาติที่ดีเยี่ยม หรือนำไปผสมผสานกับเมนูอื่นก็อร่อยอย่างลงตัว วันนี้เราจึงอยากมาแนะนำ สายพันธุ์ของปลาหมึก ให้ได้รู้จักกัน

1.หมึกกล้วย
เป็นหมึกที่มนุษย์คุ้นเคยมากที่สุด เป็นที่รู้จักมากที่สุด หมึกกล้วยมีรูปร่างเรียวยาว ลำตัวกลม มีระยางค์เหมือนครีบเป็นรูปสามเหลี่ยมอยู่ทางด้านซ้ายและขวา มีหนวดทั้งหมด 10 หนวด และจะมีอยู่คู่หนึ่งที่ยาวกว่าหนวดอื่น ๆ ใช้สำหรับหยิบจับอาหาร เรียกว่าเป็นหนวดล่าเหยื่อ หรือหนวดจับ โดยหนวดอื่น ๆ นั้นจะใช้สำหรับช่วยเพื่อไม่ให้อาหารหลุดไป ก่อนที่จะกัดกินเข้าปาก

หมึกกล้วย เป็นหมึกที่มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มักว่ายและหากินอยู่บริเวณกลางน้ำ จับสัตว์น้ำทั่วไปกินเป็นอาหาร แม้กระทั่งหมึกพวกเดียวกันเองก็ตาม เป็นสัตว์ที่เปลี่ยนสีลำตัวได้อย่างรวดเร็วมาก ใช้วิธีการป้องกันด้วยการพ่นหมึก ซึ่งเป็นของเหลวสีดำคล้ำซึ่งประกอบด้วยเมลามีนและสารเคมีประเภทอื่น ใช้สำหรับการหลบหนีโดยการพ่นหมึก 

เป็นสัตว์ที่ไม่มีประสาทรับรู้ความเจ็บปวด ดังนั้นแม้จะถูกตะขอของชาวประมงเกี่ยวขึ้นมาก็ไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวด หากไม่ไปถูกอวัยวะสำคัญแล้ว มักจะออกหากินและจับคู่กันในเวลากลางคืน ชาวประมงจึงมักหาหมึกกล้วยในเวลานี้ โดยใช้แสงไฟเป็นตัวล่อ 

2.หมึกกระดอง
มีรูปร่างคล้ายกับหมึกกล้วย แต่กลมป้อมกว่า มีหนวดทั้งสิ้น 10 หนวดเหมือนกับหมึกกล้วย มีหนวดยาว 2 เส้นใช้สำหรับจับเหยื่อเช่นเดียวกับหมึกกล้วย แต่ปลายหนวดไม่ได้แผ่แบนออกกว้างและสามารถหดเข้าไปในกระเปาะได้ เป็นหมึกที่อาศัยอยู่เป็นคู่หรือตามลำพังตัวเดียว ไม่ได้อยู่รวมเป็นฝูงใหญ่เหมือนหมึกกล้วย และจะอาศัยอยู่ตามโพรงหินใต้น้ำใกล้กับพื้นน้ำ 

สามารถเปลี่ยนสีได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับหมึกจำพวกอื่น แต่การเปลี่ยนสีของหมึกกระดองจะต่างไปจากหมึกกล้วย คือ มักจะปรับสีสันบนลำตัวให้มีสีสันและลวดลายกลมกลืนเป็นสีน้ำตาลเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่อาศัยอยู่ ขณะที่หมึกกระดองตัวเมียหลังจากวางไข่แล้ว จะวนเวียนเฝ้าไข่อยู่แถวนั้น จนร่างกายอ่อนเพลียเรี่ยวแรงลดน้อยถอยลงไปทีละน้อย ๆ น้ำหนักตัวจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ และตายลงไปในที่สุด โดยที่ไข่ของหมึกกระดองเมื่อฟักออกมา ลูกหมึกวัยอ่อนจะมีรูปร่างเหมือนกับหมึกกระดองวัยโตแต่มีขนาดเล็กกว่า และใช้ชีวิตเป็นแพลงก์ตอน โดยไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่เช่นเดียวกับหมึกประเภทอื่น

3. หมึกสาย
จะมีความแตกต่างไปจากหมึกกล้วยหรือหมึกกระดองอย่างเห็นได้ชัด โดยที่หมึกสายจะมีส่วนหัวที่กลมยาวคล้ายลูกโป่ง หนวดมีทั้งหมด 8 เส้น และไม่มีหนวดเส้นยาว 2 เส้นสำหรับจับเหยื่อแบบหมึกกล้วย ไม่มีครีบข้างลำตัว แต่จะมีพังผืดเชื่อมต่อกันระหว่างหนวดแต่ละเส้น ในโครงสร้างของหมึกสายจะไม่มีแคลเซียมแข็งเป็นแกนกลางลำ

ตัวเหมือนหมึกกล้วยหรือหมึกกระดอง ซึ่งทำให้ร่างกายของหมึกสายนั้นยืดหยุ่นตัวได้สูง หมึกสายจึงสามารถคืบคลานไปตามท้องทะเลได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นหมึกที่อาศัยอยู่ตามลำพังไม่เป็นฝูงเหมือนหมึกกล้วยหรือเป็นคู่เหมือนหมึกกระดอง โดยหลบซ่อนตัวอยู่ตามรูหรือโพรงใต้น้ำ มีหัวใจทั้งหมด 3 ดวง และมีสมองแยกออกจากกันอยู่ในโคนหนวดแต่ละหนวดถึง 9 สมอง หนวดของหมึกสายนั้นมีประสาทสัมผัสและปุ่มดูดเรียงตัวกัน 1-2 แถว

4.หมึกยักษ์
ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ปลา แต่ความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 ให้ความหมายว่า ชื่อสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังที่มีขาซึ่งเรียกว่า หนวดอยู่ที่บริเวณหัว อาศัยอยู่ในทะเล มีถุงบรรจุน้ำสีดำอย่างหมึกสำหรับพ่นเพื่อพรางตัว มีหลายสกุล พบทั่วไปรอบโลกคือ บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ได้แก่ บริเวณประเทศนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก จากลาบราดอร์ถึงอ่าวเม็กซิโกในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือจากทะเลแบริงถึงญี่ปุ่น ฮาวาย แคลิฟอร์เนีย สำหรับทางมหาสมุทรซีกโลกใต้ พบบริเวณอาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ ทาสมาเนีย และนิวซีแลนด์ จะอยู่ในน้ำลึก 200-  1,000 เมตร การดำรงชีพจัดเป็นแบบกึ่งผิวน้ำและกลางน้ำ (Epipelagic and Mesopelagic)

สีของปลาหมึกยักษ์ Architeuthis นี้มีสีแดงแก่จนถึงน้ำตาลแดง จากเซลล์เม็ดสี (chromatophore) ที่ผิวหนัง มันมีความสามารถในการเปลี่ยนสีลำตัว เกิดจากการบังคับด้วยกล้ามเนื้อ การที่ตัวมีสีแดงจะช่วยให้มันสามารถพรางตัวได้ดีในที่ลึก เพราะสีแดงในที่ลึกมากจะเปรียบเสมือนสีดำในเวลากลางคืนบนบกนั่นเอง

เราก็ได้รู้จัก สายพันธุ์ของปลาหมึก กันไปแล้ว ก็ได้รู้แล้วว่าแบบไหนทานได้หรือไม่ได้ หรือจริงๆแล้วปลาหมึกนั้นก็มีความต่างกันหลายๆอยู่ ไม่ใช่ว่าแต่ละสายพันธุ์จะเหมือนกันหมด

Navigation