Category: ความรู้

ประโยชน์ของพริกชี้ฟ้าและข้อควรระวัง

พริกชี้ฟ้า เป็นพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในเกือบทุกครัวเรือน เพราะนอกจากความเผ็ดร้อนแล้ว พริกชี้ฟ้ายังมีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง ในประเทศไทยมีปลูกกันหลากหลายสายพันธุ์ สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายเมนู เราลองมาทำความรู้จักกับพริกชี้ฟ้าเพิ่มเติมกันเลยดีกว่า

พริกชี้ฟ้า เป็นพริกอีกหนึ่งชนิดที่ได้รับความนิยมในการนำมาประกอบเมนูอาหารแทบทุกเมนู โดยให้รสชาติเผ็ดร้อนแบบกำลังดี ไม่เผ็ดมากจนเกินไปเมื่อเทียบกับพริกขี้หนู พริกชนิดนี้เป็นพืชที่ปลูกและเจริญเติบโตได้ง่าย พริกชี้ฟ้าเจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ แต่ได้มีการนำมาปลูกกันทั่วโลกในปัจจุบัน และเนื่องจากมีสรรคุณทางยามากมาย จึงสามารถนำมาใช้บำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี

คุณค่าทางโภชนาการของพริกชี้ฟ้า
ในพริกชี้ฟ้า 100 กรัม ประกอบไปด้วยพลังงาน 129 แคลอรี่ น้ำ 63.8 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 1.5 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม ใยอาหาร 2.2 วิตามินเอ 1917 หน่วยสากล วิตามินบี1 0.07 มิลลิกรัม วิตามินบี2  0.01 มิลลิกรัม วิตามินบี3  0.1 มิลลิกรัม วิตามินซี 204 มิลลิกรัม แคลเซียม 103 กรัม ธาตุเหล็ก 0.5 กรัม ฟอสฟอรัส 27 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของพริกชี้ฟ้า
พริกชี้ฟ้ามีประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายหลายด้าน โดยมีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันมะเร็ง และยังมีดีอะไรอีกบ้างนั้น เรามาดูสรรพคุณแต่ละด้านของพริกชี้ฟ้ากันเลย

1.เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
ในพริกชี้ฟ้ามีวิตามินเอและวิตามินซีสูง ซึ่งวิตามินทั้ง 2 ชนิด เป็นสารอาหารที่จะช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยในการป้องกันไข้หวัดได้เป็นอย่างดี ในพริกชี้ฟ้ายังมีสารเบต้าแคโรทีนรวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระ จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้น

2.ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
จากการศึกษาพบว่า สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกชี้ฟ้าจะช่วยยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส ซึ่งได้มีการทดลองกับกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 10 คน โดยให้ดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม หลังจากนั้นจึงทำการเจาะเลือดเก็บข้อมูล ก่อนดื่มและหลังดื่ม 15 นาที กระทั่งเวลา 30 นาที และ 60 นาที ในวันต่อมา ก็ให้กลุ่มอาสาสมัครดื่มน้ำตาลกลูโคสเหมือนเดิม แต่ให้เพิ่มการทานพริกเข้าไป ซึ่งพบว่าระดับน้ำตาลในวันที่มีการทานพริกชี้ฟ้าเข้าไปด้วย มีระดับต่ำกว่าวันที่ไม่ทานพริกชี้ฟ้าประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ จึงสรุปได้ว่า การทานพริกชี้ฟ้า มีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

3.ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
ระบบการไหลเวียนเลือดจะทำงานดีขึ้น หากทานพริกเป็นประจำ เนื่องจากสารแคปไซซิน จะช่วยลดการหดตัวของหลอดเลือด ส่งผลทำให้หลอดเลือดขยายตัว ทำหน้าที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้เป็นอย่างดี ในพริกยังมีสารเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอสูง ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่น ส่งเสริมการสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดหลอดเลือดอุดตันได้

4.ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล
ได้มีการทดลองให้ผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง ทานพริกชี้ฟ้าวันละ 5 กรัม และให้ทานอาหารตามปกติในระยะเวลา 4 สัปดาห์ แล้วจึงนำผลมาเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ทานพริกชี้ฟ้า จากการทดลองพบว่า ผู้ป่วยที่ทานพริกชี้ฟ้า จะมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีคงที่ แต่มีระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ทานพริกชี้ฟ้าเลย จะมีระดับคอเลสเตอรอลทั้งหมดสูงขึ้น ดังนั้นการทานพริกชี้ฟ้าจึงช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี โดยที่ยังคงสามารถช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีให้คงที่ สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกชี้ฟ้า ยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ทำให้มีระดับไตรกลีเซอไรด์ที่ต่ำลงอีกด้วย

5.ป้องกันโรคโลหิตจาง
โรคโลหิตจาง มีสาเหตุหลักเกิดจากการขาดธาตุเหล็กในร่างกาย เพราะธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในการสร้างเม็ดเลือด โดยจะช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งฮีโมโกลบินให้มีปริมาณมากขึ้น ในพริกชี้ฟ้ามีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีทองแดง ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในพริกชี้ฟ้ายังมีกรดโฟลิกที่จะทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแข็งแรง นอกจากนี้ พริกชี้ฟ้ายังช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้ด้วย

6.ป้องกันโรคมะเร็ง
วิตามินซีที่อยู่ในพริกชี้ฟ้า มีส่วนช่วยป้องกันการสร้างไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร มีส่วนช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติหยุดยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ดังนั้นวิตามินซีที่มีอยู่มากในพริก จึงช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ดี นอกจากนี้ ในพริกยังเต็มไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน เรารู้จักกันดีว่าสารเบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ ช่วยทำลายมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอดและมะเร็งช่องปาก

7.ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
เพียงแค่ทานพริกชี้ฟ้าอย่างเป็นประจำ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจได้แล้ว พริกชี้ฟ้ามีคุณสมบัติช่วยลดการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด มีส่วนช่วยละลายลิ่มเลือด ทำให้เลือดไม่จับตัวกันเป็นก้อน จนทำให้หลอดเลือดอุดตัน การทานพริกชี้ฟ้ายังคงช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ให้ต่ำลง และทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง

ข้อควรระวัง
การกินพริกชี้ฟ้า มีข้อควรระวังเช่นกัน เนื่องจากพริกก็ทำให้เกิดสิวได้ เพราะมีคุณสมบัติขับของเสียออกจากร่างกาย ของเสียจะถูกขับออกมาทางผิวหนังในรูปแบบเหงื่อ หากเราทำความสะอาดผิวไม่ดีเพียงพอ อาจก่อให้เกิดการอุดตันและทำให้ผิวเกิดการอักเสบหรือเป็นสิวขึ้นได้ง่ายนั่นเอง

สำหรับผู้ที่ไม่เคยทานเผ็ด ให้ระวังความเผ็ดของพริกที่มากกว่าปกติ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ไม่ควรทานพริก เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น พริกชี้ฟ้าเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลายด้าน ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง มีวิตามินซีสูง เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการถูกทำลาย นอกจากนี้ พริกชี้ฟ้ายังช่วยเพิ่มรสชาติในอาหาร ช่วยทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยมากยิ่งขึ้น

สายพันธุ์ของปลาหมึก

ปลาหมึกถือว่าเป็นหนึ่งในวัตถุดิบทำอาหารที่ได้รับความนิยมสูง เป็นอาหารทะเลที่ผู้คนชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะให้รสชาติที่สด กรอบ อร่อย และสามารถนำไปทำเมนูต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแค่เพียงการนำไปย่าง นำไปนึ่งเพื่อมารับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็ให้รสชาติที่ดีเยี่ยม หรือนำไปผสมผสานกับเมนูอื่นก็อร่อยอย่างลงตัว วันนี้เราจึงอยากมาแนะนำ สายพันธุ์ของปลาหมึก ให้ได้รู้จักกัน

1.หมึกกล้วย
เป็นหมึกที่มนุษย์คุ้นเคยมากที่สุด เป็นที่รู้จักมากที่สุด หมึกกล้วยมีรูปร่างเรียวยาว ลำตัวกลม มีระยางค์เหมือนครีบเป็นรูปสามเหลี่ยมอยู่ทางด้านซ้ายและขวา มีหนวดทั้งหมด 10 หนวด และจะมีอยู่คู่หนึ่งที่ยาวกว่าหนวดอื่น ๆ ใช้สำหรับหยิบจับอาหาร เรียกว่าเป็นหนวดล่าเหยื่อ หรือหนวดจับ โดยหนวดอื่น ๆ นั้นจะใช้สำหรับช่วยเพื่อไม่ให้อาหารหลุดไป ก่อนที่จะกัดกินเข้าปาก

หมึกกล้วย เป็นหมึกที่มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มักว่ายและหากินอยู่บริเวณกลางน้ำ จับสัตว์น้ำทั่วไปกินเป็นอาหาร แม้กระทั่งหมึกพวกเดียวกันเองก็ตาม เป็นสัตว์ที่เปลี่ยนสีลำตัวได้อย่างรวดเร็วมาก ใช้วิธีการป้องกันด้วยการพ่นหมึก ซึ่งเป็นของเหลวสีดำคล้ำซึ่งประกอบด้วยเมลามีนและสารเคมีประเภทอื่น ใช้สำหรับการหลบหนีโดยการพ่นหมึก 

เป็นสัตว์ที่ไม่มีประสาทรับรู้ความเจ็บปวด ดังนั้นแม้จะถูกตะขอของชาวประมงเกี่ยวขึ้นมาก็ไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวด หากไม่ไปถูกอวัยวะสำคัญแล้ว มักจะออกหากินและจับคู่กันในเวลากลางคืน ชาวประมงจึงมักหาหมึกกล้วยในเวลานี้ โดยใช้แสงไฟเป็นตัวล่อ 

2.หมึกกระดอง
มีรูปร่างคล้ายกับหมึกกล้วย แต่กลมป้อมกว่า มีหนวดทั้งสิ้น 10 หนวดเหมือนกับหมึกกล้วย มีหนวดยาว 2 เส้นใช้สำหรับจับเหยื่อเช่นเดียวกับหมึกกล้วย แต่ปลายหนวดไม่ได้แผ่แบนออกกว้างและสามารถหดเข้าไปในกระเปาะได้ เป็นหมึกที่อาศัยอยู่เป็นคู่หรือตามลำพังตัวเดียว ไม่ได้อยู่รวมเป็นฝูงใหญ่เหมือนหมึกกล้วย และจะอาศัยอยู่ตามโพรงหินใต้น้ำใกล้กับพื้นน้ำ 

สามารถเปลี่ยนสีได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับหมึกจำพวกอื่น แต่การเปลี่ยนสีของหมึกกระดองจะต่างไปจากหมึกกล้วย คือ มักจะปรับสีสันบนลำตัวให้มีสีสันและลวดลายกลมกลืนเป็นสีน้ำตาลเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่อาศัยอยู่ ขณะที่หมึกกระดองตัวเมียหลังจากวางไข่แล้ว จะวนเวียนเฝ้าไข่อยู่แถวนั้น จนร่างกายอ่อนเพลียเรี่ยวแรงลดน้อยถอยลงไปทีละน้อย ๆ น้ำหนักตัวจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ และตายลงไปในที่สุด โดยที่ไข่ของหมึกกระดองเมื่อฟักออกมา ลูกหมึกวัยอ่อนจะมีรูปร่างเหมือนกับหมึกกระดองวัยโตแต่มีขนาดเล็กกว่า และใช้ชีวิตเป็นแพลงก์ตอน โดยไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่เช่นเดียวกับหมึกประเภทอื่น

3. หมึกสาย
จะมีความแตกต่างไปจากหมึกกล้วยหรือหมึกกระดองอย่างเห็นได้ชัด โดยที่หมึกสายจะมีส่วนหัวที่กลมยาวคล้ายลูกโป่ง หนวดมีทั้งหมด 8 เส้น และไม่มีหนวดเส้นยาว 2 เส้นสำหรับจับเหยื่อแบบหมึกกล้วย ไม่มีครีบข้างลำตัว แต่จะมีพังผืดเชื่อมต่อกันระหว่างหนวดแต่ละเส้น ในโครงสร้างของหมึกสายจะไม่มีแคลเซียมแข็งเป็นแกนกลางลำ

ตัวเหมือนหมึกกล้วยหรือหมึกกระดอง ซึ่งทำให้ร่างกายของหมึกสายนั้นยืดหยุ่นตัวได้สูง หมึกสายจึงสามารถคืบคลานไปตามท้องทะเลได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นหมึกที่อาศัยอยู่ตามลำพังไม่เป็นฝูงเหมือนหมึกกล้วยหรือเป็นคู่เหมือนหมึกกระดอง โดยหลบซ่อนตัวอยู่ตามรูหรือโพรงใต้น้ำ มีหัวใจทั้งหมด 3 ดวง และมีสมองแยกออกจากกันอยู่ในโคนหนวดแต่ละหนวดถึง 9 สมอง หนวดของหมึกสายนั้นมีประสาทสัมผัสและปุ่มดูดเรียงตัวกัน 1-2 แถว

4.หมึกยักษ์
ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ปลา แต่ความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 ให้ความหมายว่า ชื่อสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังที่มีขาซึ่งเรียกว่า หนวดอยู่ที่บริเวณหัว อาศัยอยู่ในทะเล มีถุงบรรจุน้ำสีดำอย่างหมึกสำหรับพ่นเพื่อพรางตัว มีหลายสกุล พบทั่วไปรอบโลกคือ บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ได้แก่ บริเวณประเทศนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก จากลาบราดอร์ถึงอ่าวเม็กซิโกในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือจากทะเลแบริงถึงญี่ปุ่น ฮาวาย แคลิฟอร์เนีย สำหรับทางมหาสมุทรซีกโลกใต้ พบบริเวณอาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ ทาสมาเนีย และนิวซีแลนด์ จะอยู่ในน้ำลึก 200-  1,000 เมตร การดำรงชีพจัดเป็นแบบกึ่งผิวน้ำและกลางน้ำ (Epipelagic and Mesopelagic)

สีของปลาหมึกยักษ์ Architeuthis นี้มีสีแดงแก่จนถึงน้ำตาลแดง จากเซลล์เม็ดสี (chromatophore) ที่ผิวหนัง มันมีความสามารถในการเปลี่ยนสีลำตัว เกิดจากการบังคับด้วยกล้ามเนื้อ การที่ตัวมีสีแดงจะช่วยให้มันสามารถพรางตัวได้ดีในที่ลึก เพราะสีแดงในที่ลึกมากจะเปรียบเสมือนสีดำในเวลากลางคืนบนบกนั่นเอง

เราก็ได้รู้จัก สายพันธุ์ของปลาหมึก กันไปแล้ว ก็ได้รู้แล้วว่าแบบไหนทานได้หรือไม่ได้ หรือจริงๆแล้วปลาหมึกนั้นก็มีความต่างกันหลายๆอยู่ ไม่ใช่ว่าแต่ละสายพันธุ์จะเหมือนกันหมด

วิธีดูแล และลดอาการเมื่อยล้าของสายตา

Computer Vision Syndrome คือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้สายตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานๆ ระยะเวลาที่คนไทยใช้งานมือถือเฉลี่ยอยู่ที่ 4 ชั่วโมงต่อวัน – ในปี 2559 มีจำนวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำในประเทศไทยอยู่ที่ 20.2 ล้านคน ใช้อินเตอร์เน็ต 29 ล้านคน และมือถือ 51 ล้านคน

วิถีชีวิตคนเมืองทุกวันนี้ นอกจากต้องเร่งรีบในการเดินทางเพื่อแข่งกับเวลาแล้ว การทำงานอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างหนักและการเล่นสมาร์ทโฟนที่ต้องจ้องหน้าจอเล็กๆอยู่ตลอดเวลานั้น ก็เป็นตัวการอันสำคัญที่ทำให้สุขภาพสายตาของเราย่ำแย่ลงในระยะยาวได้ วันนี้เราจึงมี วิธีดูแล และลดอาการเมื่อยล้าของสายตา มาฝากกัน รับรองทำไม่ยากอย่างแน่นอน

1.สวมแว่นให้เป็นนิสัย
หากต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานๆทุกวัน การสวมใส่แว่นตาที่มีเลนส์ช่วยกรองแสงจากหน้าจอก็จะช่วยลดปริมาณแสงและรังสีจากหน้าจอที่ทำร้ายดวงตาของเราให้น้อยลง รวมไปถึงการสวมแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันแสงแดดที่มีทั้ง UV-A และ UV-B ก็นับเป็นอีกตัวเลือกที่ช่วยถนอมดวงตาคู่นี้ของเราไม่ให้เสื่อมถอยลงได้

2.จัดระเบียบโต๊ะทำงานใหม่
เปลี่ยนตำแหน่งการวางจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานให้มีระยะห่างจากตัวเราประมาณ 50 – 70 เซ็นติเมตร และระดับความสูงของจอภาพต้องสัมพันธ์กับระยะสายตา (ควรให้กึ่งกลางของจออยู่ตรงกับสายตาเราพอดีที่ระยะ 10 – 30 เซ็นติเมตร)

นอกจากนี้การจัดโต๊ะทำงานให้อยู่ใกล้กับหน้าต่างนั้น จะทำให้เราได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติที่เพียงพอในการมองเห็น (ทิศทางที่ดีที่สุดคือด้านข้างของจอคอมพิวเตอร์) อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดแสงสะท้อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เข้าสู่ดวงตาอีกด้วย

3.จัดระเบียบพฤติกรรม
การอ่านหนังสือหรือจ้องหน้าจอมือถือในระยะที่ใกล้กว่า 40 เซ็นติเมตรนั้นอาจเป็นการทำร้ายสายตาโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรเว้นระยะห่างให้เหมาะสม หรือแม้กระทั่งการนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ เมื่อเวลาที่คนเรามีสมาธิกับหน้าจอนั้น จะทำให้เราเผลอลืมกะพริบตาจนก่อให้เกิดอาการตาแห้งได้ ทางแก้ไขคือควรกะพริบตาให้ถี่หรือพกน้ำตาเทียมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตาได้เช่นกัน

4.บำรุงจากภายใน
นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกแล้ว อาหารการกินก็มีส่วนช่วยให้การบำรุงและถนอมสายตาของคนเราได้เช่นกัน โดยมีงานวิจัยจากต่างประเทศค้นพบว่าการรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า-3 สูง (แซลมอน,ทูน่า),ผลไม้ตระกูลเบอรี่,ผักบุ้ง,แครอท,ตำลึง,ฟักทอง,มะม่วงสุกและมะละกอ นั้นช่วยบำรุงสายตาได้

5.ออกกำลังกายสายตา
อยากมีหน้าท้องที่แข็งแรงก็ต้องซิทอัพ อยากมีต้นขาที่แข็งแรงก็ต้องออกไปวิ่ง ดวงตาของคนเราก็เช่นกัน ถ้าอยากให้ดวงตาคู่นี้แข็งแรงก็ต้องหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ทำได้ง่ายๆโดยการกรอกตาขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา สลับกันช้าๆเซ็ตละ 6 ครั้ง รวมไปถึงกรอกตาวนซ้ายและวนขวาเซ็ตละ 10 ครั้ง ทั้งหมดนี้ควรทำ 2 – 3 เซ็ตต่อวันก็เพียงพอแล้ว

นอกจากนี้การที่เรามองออกไปที่ระยะ 20 ฟุตเป็นเวลา 20 วินาทีทุกๆ 20 นาทียังช่วยลดอาการเมื่อยล้าของสายตาได้อีกด้วย

เหนือสิ่งอื่นใดการพักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอก็เป็นการช่วยถนอมสายตาและอวัยวะอื่นๆในร่างกายได้ดีที่สุด

ประโยชน์ของ GPS ในรูปแบบต่างๆ

ปัจจุบัน GPS เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการดำเนินชีวิตในยุคที่มีดิจิตอลและอินเตอร์เน็ตไร้สาย ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกและเร็วรวดมาก ในอดีตมนุษย์เราจำเป็นต้องเดินทางไม่ว่าจะเป็นหาที่อยู่หาอาศัยหรือหาอาหาร บ้างก็ผลัดหลงบ้างก็เจอกับอันตรายจากภูมิประเทศที่ไม่คุ้นเคย

วันนี้เราจึงมี ประโยชน์ของ GPS ในรูปแบบต่างๆ มาฝากทุกคนกัน เพราะระบบ GPS ทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างง่ายดายและคาดเดาได้ล่วงหน้า มันจึงเป็นประโยชน์อย่างมากหากเดินทางไปยังที่ที่ไม่คุ้นเคยหรือต้องการกำหนดจุดหมายการเดินทาง

GPS ยังถูกใช้ในกิจกรรมที่หลากหลาย
ซึ่งในปัจจุบันได้มีการใช้ประโยชน์ของ GPS ในรูปแบบต่างๆคร่าวๆดังนี้

  • การกำหนดพิกัดของสถานที่ต่างๆ การทำแผนที่ รวมไปถึงการงานสำรวจที่โดยส่วนใหญ่นิยมใช้อุปกรณ์ที่สามารถพกพาไปได้ง่าย คงทน กันฝุ่นและน้ำได้อย่างดี หรือแม้แต่ใช้เป็นไฟฉายได้ในที่มืด
  • ใช้ในการนำทาง การใช้งาน GPS ในการนำทางได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันสามารถใช้งานได้ทั้งภาพ เสียง และรองรับได้หลายภาษา คนทั่วไปสามารถใช้งานได้สะดวกเพราะสามารถแสดงเป็นภาพสามมิติ ภาพเสมือนจริง และยังมีประสิทธิภาพอื่นๆอีกเช่น ระบบมัลติมีเดีย ระบบบลูทูธ หรือไวฟาย เป็นต้น
  • การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การตั้งพิกัดสถานที่ การทำงานร่วมกับ ดาวเทียม GPS ร่วมไปถึงงานที่เกี่ยวกับที่ดิน เป็นต้น
  • การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การตั้งพิกัดสถานที่ การทำงานร่วมกับดาวเทียม GPS ร่วมไปถึงงานที่เกี่ยวกับที่ดิน เป็นต้น
  • การกำหนดจุดเพื่อบรรเทาสาธารณะภัย เช่น จุดปลอดภัยหรือจุดหลบภัย จุดอำนวยความสะดวก หรือชุดป้องกันชูชีพที่ติดเครื่องส่งสัญญาณจีพีเอส
  • การจัดการขนส่ง ไม่ว่าจะขาส่งสินค้า หรือบริการต่างๆ ก็สามารถทำได้อย่างเป็นระบบและแม่นยำ
  • การติดตามอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นการปล้น หรือการค้ายาเสพติดก็สามารถนำ GPS มาใช้งานร่วมได้
  • การติดตามบุคคล ในด้านการกำกับตามกระบวนการยุติกรรม ผู้ต้องหา ผู้ต้องโทษ หรือบุคคลที่ต้องจับตามอง เป็นต้น
  • การใช้ประโยชน์ทางด้านการทหาร การกำหนดรายละเอียดสถานที่ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในด้านการทหาร การสอดแนม เป็นต้น
  • ใช้งานด้านสุขภาพและการกีฬา การวัดความเร็วเพื่อใช้ในการฝึกฝน ระยะทาง ซึ่งนำไปใช้ร่วมกับการคำนวนการเผาผลาญแคลลอรี่ได้อีกด้วย
  • กิจกรรมสันทนาการ เช่นการกำหนดจุดกิจกรรม จุดรวมกลุ่ม การวัดความเร็วการแข่งขัน การเดินป่า การบันทึกเส้นทาง จุด check point หรือใช้กับเครื่องบิน, รถบังคับวิทยุระบบควบคุมที่สามารถติดตามได้
  • การค้าขาย การเดินเรือสินค้า การบอกพิกัดร้านค้า หรือตำแหน่งระบุจากรูปภาพ การโฆษณาเชื้อเชิญโดยระบุตำแหน่งพื้นที่ได้อย่างชัดเจน
  • การติดตามยานพาหนะ สิ่งของ หรือบุคคล ช่วยให้ติดตามหรือเช็คประวัติการเดินทาง ซึ่งจะทำให้ป้องกันการโจรกรรมและติดตามทรัพย์สินให้กู้คืนกลับมาได้

ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า ระบบจีพีเอสเข้ามามีบทบาทในการขนส่งหรือการเดินทางเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะใช้เพื่อการท่องเที่ยว หรือประกอบธุรกิจ การที่เราสามารถควบคุม ดูแล จัดการการเดินทางหรือเส้นทางได้ล่วงหน้าหรือได้ทันท่วงที นั้นทำให้การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นไปตามที่คาดไว้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้อีกด้วย

ซึ่งระบบ GPS ที่เข้ามามีบทบาทในส่วนสายงานขนส่ง โลจิสติกส์ ทำให้การควบคุมงาน และการจัดการกองยานพาหนะ รึที่เรียกว่า Fleet Management นั้นเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะ ประโยชน์ของ GPS จะช่วยให้การจัดการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น

การประเมินคุณภาพของพนักงานขับรถ
การติดตามเส้นทาง การเดินทางย้อนหลัง หรือแบบ Real Time การติดตามความเร็ว นั้นเป็นส่วนที่จะช่วยประเมินการทำงานของผู้ขับรถได้

ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน การใช้เชื้อเพลิง น้ำมัน
หากเราสามารถกำหนดเส้นทางการเดินรถ และเป็นไปตามที่เจ้าของผู้ประกอบการต้องการ ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงย่อมลดลง และติดตามได้ทันทีหากคนขับรถไม่ขับตามเส้นทางที่กำหนด หรือการใช้ความเร็วมากเกินไป

การนำรถไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
รถของบริษัท ย่อมต้องถูกใช้งานตามแผนงาน หรือใช้เพื่อภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ไม่ควรนำไปใช้ส่วนตัวและไม่จำเป็น ระบบ GPS จะช่วยให้ผู้ประกอบการติดตามรถยนต์ของตนได้ทุกคัน

ลดการทุจริตน้ำมัน ด้วยระบบตรวจวัดระดับน้ำมัน
ระบบตรวจวัดระดับน้ำมัน คือส่วนช่วยให้การติดตามการใช้งานของรถ และการใช้เชื้อเพลิง กราฟรายงานระดับน้ำมันนั้นจะแสดงให้เห็นถึงการใช้น้ำมันในแต่ละวัน สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

ยกระดับการบริการให้ดีขึ้น ด้วยระบบติดตาม
ดีกว่าแน่นอน หากเราสามารถติดตามได้ว่า จะถึงที่หมายเวลาไหน รวมไปถึงเวลาในการแวะจุดต่างๆ การสร้าง Geofences กำหนดบริเวณการแจ้งเตือนเมื่อรถเข้าเส้นเขตที่กำหนดแล้ว ช่วยเพิ่มความมั่นใจของลูกค้าทำให้เพิ่มคุณภาพในการบริการมากยิ่งขึ้น

การกำหนดความเร็วและแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวทุกเหตุการณ์
ความเร็วเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องกำหนด การใช้ความเร็วที่มากเกินไป นอกจากจะผิดกฏหมายการจราจรแล้ว ยังมีโอกาสทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ การเบรคกระทันหัน หรือการโค้งด้วยความเร็ว การหักมุม ระบบจะจำทุกการเคลื่อนไหวได้หมด

ลดต้นทุนค่าซ่อมแซมและการซ่อมบำรุงของรถ
จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า หากเราสามารถกำหนดหรือควบคุมความเร็วได้แล้วนั้น สามารถปรับพฤติกรรมการขับขี่ของคนขับได้ จะช่วยให้รถอยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งานเสมอ การใช้รถอย่างทะนุทนอมจะช่วยให้ค่าซ่อมบำรุงไม่มากเกินไป

การกู้คืนรถ หากถูกโจรกรรม
เพิ่มระดับความปลอดภัยด้วยระบบติดตาม หากถูกโจรกรรมรถยนต์ไปแล้ว สามารถติดตามตำแหน่งได้ เจ้าหน้าที่ดูแลระบบ GPS จะติดตามและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการตามจับ และนำรถยนต์กลับไปมาได้

ลักษณะประโยชน์ของดิน

สำหรับ ดินนั้น มีให้เราพบเห็นได้ทั่วไป แต่ลักษณะเนื้อดิน คือสมบัติทางกายภาพของดิน ที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดินบางชนิดมีเนื้อหยาบชิ้นส่วนเล็กๆ ของดินประกอบด้วยกรวด ทราย ดินตะกอน ดินเหนียว และฮิวมัส

สีของดินคือ สีที่เกิดจากสารประกอบในดิน ทำให้ดินมีสีต่างกัน เช่นดินที่มีอิวมัสปนอยู่มากจะมีสีคล้ำ ดินที่มีเหล็กปนอยู่มากจะมีสีน้ำตาลแดง

ความพรุนคือ ช่องว่างระหว่างเม็ดดิน เป็นที่ให้น้ำและอากาศผ่านเข้าไปในเนื้อดิน ดินชั้นบนมีความพรุนมากกว่าดินชั้นล่าง

ความเป็นกรดเบสของดินคือ ปริมาณของไฮโดรเจนที่มีอยู่ในดินทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดหรือเบส ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช

ดินแต่ละชนิดมีสมบัติแตกต่างกัน ทำให้ดินในท้องถิ่นเหมาะกับการปลูกพืชชนิดหนึ่งแต่อาจจะไม่เหมาะกับการปลูกพืชอิกชนิดหนึ่ง ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องเลืกใช้ดินให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูก

ประโยชน์ของดิน

ดินมีประโยชน์มากมายมหาศาลต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ คือ

1.ประโยชน์ต่อการเกษตรกรรม เพราะดินเป็นต้นกำเนิดของการเกษตรกรรมเป็นแหล่งผลิตอาหารของมนุษย์ ในดินจะมีอินทรียวัตถุและธาตุอาหารรวมทั้งน้ำที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช อาหารที่คนเราบริโภคในทุกวันนี้มาจากการเกษตรกรรมถึง 90%

2.การเลี้ยงสัตว์ ดินเป็นแหล่งอาหารสัตว์ทั้งพวกพืชและหญ้าที่ขึ้นอยู่ ตลอดจนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์บางชนิด เช่น งู แมลง นาก ฯลฯ

3.เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แผ่นดินเป็นที่ตั้งของเมือง บ้านเรือน ทำให้เกิดวัฒนธรรมและอารยธรรมของชุมชนต่าง ๆ มากมาย

4.เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ เนื้อดินจะมีส่วนประกอบสำคัญ ๆ คือ ส่วนที่เป็นของแข็ง ได้แก่ กรวด ทราย 4.ตะกอน และส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำซึ่งอยู่ในรูปของความชื้นในดินซึ่งถ้ามีอยู่มาก ๆ ก็จะกลายเป็นน้ำซึมอยู่คือน้ำใต้ดิน น้ำเหล่านี้จะค่อย ๆ ซึมลงที่ต่ำ เช่น แม่น้ำลำคลองทำให้เรามีน้ำใช้ได้ตลอดปี

ปัญหาสิวที่คอ แก้ได้ ด้วย 6 วิธี

หลายๆคนคงเคยพบปัญหากวนใจที่เรียกว่า ปัญหาสิว แต่สิวนั้นก็คือสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้สิวอาจขึ้นได้หลายตำแหน่งของร่างกาย โดยเฉพาะใบหน้า ลำคอ และหลัง เมื่อเกิดสิวขึ้นแล้วไม่เพียงแต่มาพร้อมความเจ็บปวด แต่สิวยังทำให้เกิดรอยดำรอยแดงตามมาอีกด้วย 

บทความที่เราเรานำมาวันนี้ก็คือ ปัญหาสิวที่คอ แก้ได้ ด้วย 6 วิธี เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่กำลังพบกับปัญหานี้อยู่ หรือสามารถเตรียมพร้อมไม่อยากให้เกิดขึ้น หากเรายังไม่เจอกับปัญหานี้ เราก็ควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้

1.เลือกใช้ครีมที่เหมาะสม
การทาครีมบำรุงต่างๆ บนใบหน้าและลำคอ ควรเลือกครีมที่มี SPF เพื่อช่วยป้องกันแสงแดดที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวที่คอ โดยหากวันไหนมีกิจกรรมที่ต้องเผชิญกับแดด ก็ควรทาครีมที่มีส่วนผสมของ SPF เยอะขึ้นมาหน่อย แล้วจะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดี พร้อมลดปัญหาสิวที่คอได้อย่างแน่นอน

2.เลือกยาสระผมและครีมนวดที่ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน
ซิลิโคนในยาสระผมและครีมนวดจะช่วยทำให้ผมของเรานุ่มลื่น แต่อย่าลืมว่าซิลิโคนนั้นทำให้รูขุมขนของเราอุดตันได้ และเกิดสิวขึ้นมาในที่สุด ดังนั้นจึงควรเลือกยาสระผมและครีมนวดที่ไม่มีซิลิโคนเป็นส่วนผสมจะดีกว่า แล้วปัญหาสิวที่คอจะไม่มากวนใจแน่นอน

3.มัดผมเมื่อผมเริ่มมัน
ช่วงที่สาวๆ ไม่ค่อยได้สระผมหรือนานๆ จะสระผมสักครั้ง ก็มักจะมีปัญหาผมมันตามมา ซึ่งเราไม่ควรปล่อยผมให้ปะบริเวณลำคอมากเกินไป เพราะคราบน้ำมันที่มีในเส้นผมจะทำให้เกิดสิวที่ลำคอได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีควรมัดผมให้เรียบร้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสิวจะดีกว่า

4.ใส่เสื้อผ้าบางๆ
การที่เราใส่เสื้อผ้าหนาไป เมื่อร่างกายเกิดเหงื่อจะทำให้คราบเหงื่อไคล ไหลไปอยู่บริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะลำคอ ซึ่งเมื่อเกิดการสะสมของแบคทีเรียและความอับชื้น จะทำให้เราเกิดสิวได้ ดังนั้นควรเลือกสวมเสื้อผ้าโปร่ง โล่ง สบาย เพื่อลดปัญหาสิวที่ตามมา

5.หากิจกรรมลดความเครียด
สิวที่คอเกิดจากความเครียด ต่อให้รักษาใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ไม่หาย วิธีเดียวที่จะรักษาได้คือการลดความเครียด โดยการหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลาย ซึ่งวิธีนี้อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อยเพื่อปรับฮอร์โมนในร่างกาย แต่รับรองได้ว่าสิวหายแน่นอน

6.ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
หากทำหลายวิธีแล้ว สิวที่คอก็ยังขึ้นอยู่เรื่อยๆ และไม่หายสักที ก็คงต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วล่ะ เพื่อหาแนวทางการรักษาสิวที่คอให้หมดไป พร้อมรับคำแนะนำที่จะช่วยลดการเกิดสิวที่คอได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตามการเกิดสิวไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด เพราะทุกปัญหานั้นมีทางแก้เสมอ ปัญหาสิวที่คอ แก้ได้ ด้วย 6 วิธี ที่เรานำมานั้น ก็เป็นเพียงแนวทางที่ต้องการแนะนำเท่านั้น แต่ในปัจจุบันการใช้แพทย์ทางเลือกเพื่อรักษาสิวก็มีมากมาย โดยสิวที่เกิดขึ้นเราก็ควรพิจารณาดูว่าเกิดจากสาเหตุใด เพื่อจะได้รักษาและป้องกันได้อย่างถูกจุด

ผลการศึกษา(RESEARCH FINDING)

               จากการสังเกตการณ์และสัมภาษณ์ ใช้การสัมภาษณ์แบบเชิงลึกกับพนักงานแผนก Import document จำนวน 2 คน สัมภาษณ์พนักงานแผนก shipping จำนวน 3 คน ถึงสาเหตุของความล่าช้าในขั้นตอนการนำเข้า และจากการลงมือปฏิบัติงานนำมาจัดทำแผนผังก้างปลาได้ข้อสรุปและนำมาจัดทำแผนผังก้างปลาดังนี้

ผลการวิเคราะห์จากทฤษฎีก้างปลา (Fish Bone Diagram)   สายเรือ หลีกเหลี่ยงสายเรือที่ให้บริการล่าช้า หรือมีลำดับขั้นตอนเยอะ คนใช้บริการมาก โดยต้องตกลงกับต้นทาง(ประเทศส่งออก) ว่าจะใช้บริการของสายเรือไหนเพื่อความรวดเร็ว ปัญหาเกี่ยวกับเอกสาร Delivery Order หรือ D/O เป็นปัญหาที่เกิดจากความล่าช้าของสายเรือ ที่ไม่สามารถออกเอกสารได้ตรงตามเวลา เนื่องจากเอกสารปล่อยสินค้าจะออกได้ก็ต่อเมื่อเรือเข้าเทียบท่าปลายทางแล้ว เนื่องจากปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับสายเรือ ส่วนของทางบริษัท จึงทำได้เพียงติดตามเอกสารให้กับลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าได้รับเอกสารเร็วที่สุดภายในองค์กร ควรมีการอบรมพนักงาน ทำการประเมินทุกเดือน

กรมศุลกากร แก้ไขไม่ได้ สาเหตุเกิดจากปัญหาภายนอกไม่สามารถควบคุมได้ รถหัวลาก ปัญหารถหัวลากไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน ในส่วนของปัญหาเกี่ยวกับรถหัวลากนั้น ทางบริษัทควรมี Subcontract ที่หลากหลายเพื่อที่จะสามารถหารถได้ทันเวลาหากเกิดสถานการณ์คับขัน ควรนำรถไปเช็คสภาพตามกำหนด ซ่อมบำรุงเสมอ

ผู้ส่งออก ปัญหาเกี่ยวกับ Form E ที่มีขั้นตอนการส่งที่ล่าช้าไม่สามารถเร่งรัดขั้นตอนการดำเนินงานได้ เพราะฉะนั้น ควรติดต่อกับต้นทางที่ประเทศจีน เน้นย้ำเรื่อง Form E ห้ามผิดพลาด หาบริษัทขนส่งเอกส่งเอกชนที่ส่งได้รวดเร็วเช่น FedEx 

สรุปผลการวิจัย(CONCLUSION) : ในการศึกษาค้นคว้าเรื่อง ศึกษาปัญหาและปรับปรุงพัฒนาประสิทธิภาพการนำเข้า กรณีศึกษา บริษัท สมบูรณ์ทรัพย์ อินเตอร์เทรด จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสภาพปัญหาปัจจุบัน และกระบวนการนำเข้าขององค์กร ศึกษาถึงสาเหตุความล่าช้าในขั้นตอนการทำงาน เพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางในการลดความผิดพลาด ความล่าช้า ผลจากการได้ปฏิบัติงานจริง การสังเกตการณ์ และการสัมภาษณ์พนักงานในแผนก Shipping Import document ทำให้ทราบถึงปัญหา ทางคณะผู้จัดทำจึงได้ศึกษาหาแนวทางที่จะทำหากระบวนการนำเข้าสินค้าไม่หยุดชะงักขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง เนื่องจากเมื่อมีขั้นตอนใดหยุดชะงัก ขั้นตอนต่อไป จะไม่สามารถดำเนินการได้

แนวทางที่ 1 ติดต่อกับต้นทางเน้นย้ำเรื่องเอกสาร Form E ให้ตรงเวลาควรทำการเช็คให้ละเอียดก่อนส่ง ถ้าเกิดข้อผิดพลาดจะทำให้เสียเวลา

แนวทางที่ 2 ทำตาราง หรือทำบอร์ด เพื่อให้คนรถเห็นอย่างชัดแจ้ง ว่ารถหัวลากนั้น ถึงเวลาเข้าเช็คระยะ หรือ ครบกำหนวดเวลาที่จะซ่อมบำรุงแล้วหรือยัง เพื่อเป็นการถนอมรถหัวลากให้สามารถพร้อมใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอ

แนวทางที่ 3 หลีกเลี่ยงสายเรือที่ให้บริการล่าช้า หรือมีลำดับขั้นตอนที่เยอะ หรือมีลูกค้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก โดยตกลงกับทางท่าเรือต้นทางว่าจะใช้บริการของสายเรือไหน เพื่อให้รวดเร็วต่อการทำงานแก่ท่าเรือปลายทาง

               เนื่องจากผู้ศึกษาได้รับความช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจาก ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายโดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรึกษาคืออาจารย์สุพรรณนา แก้วแพ็ง ในการแนะนำตรวจ แก้ไข้ให้ข้อเสนอแนะ ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการวิจัย ผู้ศึกษารู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของอาจารย์ ท่านนี้เป็นอย่างยิ่ง และขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ คณะผู้บริหาร หัวหน้าแผนกต่างๆ เจ้าหน้าที่และพนักงาน บริษัท สมบูรณ์ทรัพย์ อินเตอร์เทรด จำกัด และบุคลากรหลายท่านที่ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะแก้ไข้และให้แนวคิดต่างๆที่เป็นประโยชน์รวมถึงการ ให้ความร่วมมือในการดำเนินการวิจัยต่างๆ นอกจากนี้ผู้ศึกษายังได้รับการช่วยเหลือและกำลังใจจากคุณพ่อ คุณแม่ พี่น้องและเพื่อนๆ ตลอดจน บุคคลต่างๆที่ให้ความช่วยเหลืออีกมาก ที่ผู้วิจัยไม่สามารถกล่าวนามได้หมดในที่นี้ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความ กรุณาและความปรารถนาดีของทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง จึงกราบขอบพระคุณและขอบคุณไว้ในโอกาสนี้

 

Navigation